ภาพเป็นข่าว

ฝ่ายค้าน จับมือ ปชป.ดันแก้ 256 เปิดทางรื้อรธน.มาตราก่อน

24 มกราคม 2020 เวลา 14:12
ฝ่ายค้าน จับมือ ปชป.ดันแก้ 256 เปิดทางรื้อรธน.มาตราก่อน
เปิดอ่าน 206

ฝ่ายค้าน จับมือ ปชป.ดันแก้ 256 เปิดทางรื้อรธน.มาตราก่อน 'อุดม' แจงรธน.แก้ยากเพื่อป้องกันเสียงข้างมาก

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณากรอบการทำงานและกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ภายหลังกรรมาธิการวิสามัญฯหลายคนได้แสดงความคิดเห็นว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯมีความล่าช้า

 

นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย อภิปรายท้วงติงว่าถึงเวลาแล้วที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯต้องมีการกำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมามีแต่การแสดงความคิดเห็นกันไปมาระหว่างคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเท่านั้น เช่นเดียวกับ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ กรรมาธิการวิสามัญฯจากพรรคเพื่อไทย เสนอว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯต้องเพิ่มวันประชุมจากเดิมที่มีเพียงหนึ่งวันต่อสัปดาห์ 

 

 

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กรอบการทำงานได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการแล้ว ส่วนเรื่องการเพิ่มวันประชุมส่วนตัวไม่ได้ขัดข้อง 

 

ต่อมาเป็นการเสนอรายงานความคืบหน้าในการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการ โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิเคราะห์ศึกษาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ได้กล่าวรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการได้มีความคิดเห็นแล้วว่าจะนำประเด็นว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 มาพิจารณาเป็นประเด็นแรก และจะเร่งส่งผลการศึกษาให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญในการประชุมครั้งต่อไป  อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นสำหรับภาพรวมของข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นคณะอนุกรรมาธิการฯได้รวบรวมจากการแสดงความคิดเห็นของส.ส.ในที่ประชุมสภาฯและคณะกรรมาธิการวิสามัญสรุปได้ว่ามีทั้งสิ้น 32 ประเด็น และ 11 มาตรา 

 




 

จากนั้น นายพีระพันธุ์ เปิดโอกาสให้กรรมาธิการวิสามัญฯได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายบัญญัติ  บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรตั้งสองประเด็น 1.ความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมายถึงโอกาสจะได้รับความร่วมมือและการต่อต้าน 2.ระยะเวลา ถ้าแก้ไขได้เร็วมากที่สุดเท่าไหรก็เป้นประโยชน์มากเท่านั้น เพราะหลายเรื่องคงรอสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่ได้แล้ว

 

นายบัญญัติ กล่าวว่า แนวทางการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรควรตั้งเป็นประเด็นจำนวน 2 เรื่อง ประกอบด้วย 1.สิทธิประโยชน์ในรัฐธรรมนูญที่ควรได้รับการแก้ไข โดยเมื่อนำรัฐธรรมนูญ 2560 เทียบกับปี 2540 หรือ 2550 เห็นชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้อยกว่ามาก ดังนั้น ควรมาดูในประเด็นไหนที่ปัจจุบันด้อยกว่าก็ให้กลับไปใช้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญในอดีตแทน 2.การเมืองการปกครอง อย่างระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งหลายคนอึดอัดเป็นอย่างมากและปัญหาที่เกิดมาจากการบังคับใช้มีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การคำนวนจำนวนส.ส.พึงมี เป็นต้น และ 3.มาตรา 256 เรื่องหลักเกณฑ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมานั้นครั้งนี้แก้ยากที่สุดเหมือนไม่อยากให้มีการแก้ไข 

 

"ถ้าเรามองลงลึกไปในมาตรา 256 แทนที่ฝ่ายเสียงข้างมากจะเป็นฝ่ายกำหนดตามแนวทางประชาธิปไตย แต่กลายเป็นว่าฝ่ายข้างน้อยเป็นฝ่ายกำหนด อย่างนี้เราจะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร ดังนั้น เรื่องมาตรา 256 เพียงแต่นำเอารัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรกว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาพิจารณาแล้วกลับมาใช้หลักการเดิม คือ เสียงข้างมาก สองในสาม หรือ สามในห้าของสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน  และถ้าเราเอากรอบทั้งสามนี้เป็นตัวตั้ง ผมมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการจะใช้เวลาการทำงานไม่ถึง 120 วัน ถ้าสังคมคิดว่าเราทำงานซื้อเวลากันไปวันๆ ความขัดแย้งน่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงควรเร่งดำเนินการและไม่ควรละเลย" นายบัญญัติ กล่าว  

 

ทั้งนี้ ภายหลังนายบัญญัติได้แสดงความคิดเห็นได้มีกรรมาธิการวิสามัญในซีกฝ่ายค้านอภิปรายสนับสนุน เช่น นายชัยเกษม นิติสิริ กรรมาธิการวิสามัญสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ระบุว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน คือ การแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 255 และ 256 เพราะถ้าแก้ไขตรงนี้ไม่สำเร็จก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ส่วนเรื่องการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องระยะยาว 

 

นายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมาธิการวิสามัญสัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การรณรงค์เรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเวลานี้เป็นบรรยากาศของการเลือกข้างและระบบไอโอ (การปฏิบัติเชิงข่าวสาร) ที่ซับซ้อนมาก ไม่เหมือนกับบรรยากาศตอนเรียกร้องให้มีการทำรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 โดยเฉพาะมาตรา 256 ที่ต้องใช้เสียงข้างมากและเสียงของส.ว.มารวมกัน และทำประชามติ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกขั้นตอนมีหลุมพรางเต็มไปหมด ดังนั้น เชื่อว่าการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

 


 

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 บรรลุวัตถุประสงค์เรื่องการสืบทอดอำนาจแล้ว คนที่ครองอำนาจอยู่ปัจจุบันย่อมไม่ยอมให้แก้หรือถ้าให้แก้ไขก็จะได้แก้ไขเพียงเล็กน้อย ขณะที่ อีกฝ่ายมีความต้องการให้แก้เล็กน้อย อีกฝ่ายก็อยากแก้ไขใหญ่ แต่รัฐธรรมนูญก็ปิดโอกาสในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนผ่านจากรัฐประหารมาเป็นประชาธิปไตยอย่างลาตินอเมริกาใต้ ตอนแรกก็มีการต่อสู้ระหว่างสองฝ่าย แต่สุดท้ายก็สามารถเปลี่ยนผ่านได้ด้วยการเจรจาโดยทหารตัดสินใจออกจากอำนาจ หรือพม่าที่ถูกดดันจากต่างชาติ สุดท้ายก็ยอมลงจากอำนาจและสามารถพัฒนาได้
 

นายปิยบุตร กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อให้กลับไปใช้ระบบเสียงข้างมากปกติ หรือตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ทั้งสองวิธีการนี้ส่วนเชื่อว่าผู้มีอำนาจไม่มีทางยอม เวลานี้องค์ความรู้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีมากแล้ว จึงคิดว่าเรื่องการศึกษาองค์ความรู้ใช้เวลาไม่นาน เหลือเพียงแต่เจตจำนงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมว่าจะตัดสินใจอย่างไร ถ้านายกฯตัดสินใจเมื่อไหรทุกอย่างก็พร้อมหมด 

 

"เรามีเวลา 120 วัน หากจบ 120 วันแล้วไม่ได้อะไรเลยย่อมถูกสังคมตำหนิแน่นอน อย่างน้อยที่สุดคณะกรรมาธิการต้องมีความเห็นกระบวนการแก้ไขควรมีวิธีอย่างไร" นายปิยบุตร กล่าว 

 

ด้าน นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ได้มีหน้าที่ไปศึกษารัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา แต่เป็นการศึกษาในภาพรวม และเสนอเป็นกรอบความคิดเห็นต่อที่ประชุมสภาฯต่อไป แต่มั่นใจว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาเสร็จทันกรอบ 120 วันแน่นอน 

 

ขณะที่ นายอุดม รัฐอมฤต กรรมาธิการวิสามัญฯสัดส่วนคณะรัฐมนตรีและอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 256 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯอาจจะยังไม่เข้าใจตรงกันเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งรัฐธรรมนูญ โดยเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2560ได้มีความขัดแย้งแล้ว และคนที่นั่งมาทำงานตรงนี้ก็ด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ2560 

 

นายอุดม กล่าวว่า สำหรับบทบัญญัติมาตรา 256 ที่มีความซับซ้อนในเรื่องการกำหนดให้มีจำนวนเสียงส.ว.ในการให้ความเห็นชอบด้วยนั้นคิดว่าถ้าตัดเรื่องที่มาของส.ว. 250 คน ความซับซ้อนที่ว่านั้นจะลดน้อยลงไป สำหรับเจตนารมณ์ของมาตรา 256 มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญถ้าจะถูกแก้ไขก็ต้องมาจากการที่เห็นว่าสมควรต้องแก้ไขจริงๆ โดยให้เสียงของทั้งสองสภาเห็นพ้องกัน ส่วนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรควรต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และให้ทุกฝ่ายรับยอมรับได้

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน