ภาพเป็นข่าว

"พีระพันธ์ุ"โพสต์อำลาประชาธิปัตย์ ไม่คิดว่าจะมีวันนี้

9 ธันวาคม 2019 เวลา 18:56 น.
เปิดอ่าน 471

ย้อนรอยประวัติก่อนจบเส้นทางประชาธิปัตย์ 23 ปี ยันยังรับใช้ชาติด้วยใจไม่ไปไหน

เมื่อวันที่  9 ธ.ค.62  ภายหลัง นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคปชป. ได้โพสต์ข้อความลงเพจสส่วนตนอีกครั้ง โดยขอบคุณทุกกำลังใจและยืนยันจะทำหน้าที่ปป้องประโยชน์ประเทศชาติต่อไป 

 

นายพีระพันธ์ โพสต์ข้อความดังนี้ 

 

ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้
ขอบคุณผู้ใหญ่หลายท่านที่เมตตา เป็นตัวอย่างที่ดี
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่สนับสนุน เป็นกำลังใจเสมอมา

 

ขอบคุณบ้านหลังนี้ที่ให้โอกาสทำงาน นานเกือบสามสิบปี
ขอบคุณที่มีพลังศรัทธาประชาชน
ยังรับใช้ชาติด้วยใจ ไม่ไปไหน

 

ยังมั่นคงอยู่กับพรรคประเทศไทย
ยังมั่นในคำปฏิญาณพระภูมินทร์
จะมอบใจภักดีชาติ ศาสน์ กษัตริย์

 

จะยืนหยัดทำงานไม่หวั่นไหว
จะปกป้องประโยชน์ชาติตลอดไป
แม้วันนี้ต้องจากไป ใจเหมือนเดิม
รักและขอบคุณเพื่อนๆ และพี่น้องประชาชนทุกท่านครับ

 

หมายเหตุ

ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมายังผม และขออภัยที่ไม่ได้รับโทรศัพท์ทุกท่าน รับไม่ทันเพราะมีสายเข้ามาจำนวนมากจริงๆ แบตเตอรี่หมดไปหลายรอบแล้ว ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งครับ

 

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค


9 ธันวาคม 2562

 

หากย้อนไปสำหรับประวัตินายพีระพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2502 เป็นบุตรของ พล.ท.ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ส่วนระดับปริญญาตรีจบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และปริญญาโททางด้านกฎหมายอเมริกันทั่วไป และกฎหมายเปรียบเทียบจากมหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา

 

ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง นายพีระพันธุ์ เคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการมาก่อน จากนั้นจึงมารับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขตห้วยขวาง ดินแดง พญาไท ในปี 2539 ร่วมทีมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ สำหรับบทบาทในสภา ฯ ของนายพีระพันธุ์ เป็นไปในทางการตรวจสอบการทุจริต

 

โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพ เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ในช่วงปี 2544-2548 มีผลงานสำคัญในการสอบสวนการทุจริต "ค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท" ซึ่งถูกนำไปใช้ในการต่อสู้คดีในชั้นศาลและประสบชัยชนะ ทำให้คนไทยไม่ต้องจ่ายค่าโง่พร้อมดอกเบี้ยนับหมื่นล้านบาท

 

จากนั้นในการเลือกตั้งในปี 2548 นายพีระพันธุ์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กทม.ได้ย้ายไปลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ต่อมาในการเลือกตั้งในปลายปี 2550 นายพีระพันธุ์ได้ลงรับสมัครในเขต 3 กทม. ประกอบด้วย เขตห้วยขวาง เขตดินแดง และเขตพญาไท คู่กับนายธนา ชีรวินิจ และ ดร.สรรเสริญ สมะลาภา จนสามารถนำทีมชนะการเลือกตั้งทั้ง 3 คน โดยนายพีระพันธุ์ ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ของเขต

 

ภายหลังการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงา หรือ  "ครม.เงา" ในเดือน ก.พ.2551 โดยได้มอบหมายให้นายพีระพันธุ์ ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการให้ทำหน้าที่ "รมว.ยุติธรรมเงา"

 

จนกระทั่งในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันที่ 20 ธ.ค.2551 ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม จนถึงการเลือกตั้งปี 2554 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีกสมัย จากนั้นในการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.2562 ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงวันสุดท้ายในการลาออกจากสมาชิกพพรรคประชาธิปัตย์วันที่ 9 ธ.ค.2562 ปิดฉากเส้นทางในชุดประชาธิปัตย์ไว้ที่ 23 ปี