ภาพเป็นข่าว

เรืองไกร สอบภาษีเบี้ยประชุมแม่น้ำ 5 สาย ชี้ เสี่ยงผิดอาญา

2 ธันวาคม 2019 เวลา 14:20
เรืองไกร สอบภาษีเบี้ยประชุมแม่น้ำ 5 สาย ชี้ เสี่ยงผิดอาญา
เปิดอ่าน 279

เรืองไกร จี้ รมว.คลังส่งข้อมูลเบี้ยประชุมแม่น้ำ 5 สาย รีดภาษีย้อนหลัง เร่งสอบอาญา


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ ลงวันที 2 ธ.ค. เรื่อง ขอข้อมูลการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ ข้อมูลการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมาธิการหรืออนุกรรมการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญย้อนหลัง 5 ปี เพื่อให้การจัดเก็บรายได้แผ่นดินตามที่ประมาณการไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 มีความถูกต้องครบถ้วน และป้องกันไม่ให้มีผู้ใดหลบเลี่ยงการเสียภาษีให้รัฐ ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มาตรา 50 (9) บัญญัติว่าบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

นายเรืองไกร กล่าวว่า การทำหนังสือดังกล่าวเพื่อให้มีการเรียกข้อมูลดังกล่า เนื่องจากประมวลรัษฎากรมาตรา 42 (7) กำหนดเงินได้พึงประเมินประเภทเบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการหรือค่าสอน ค่าสอบที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โดยเมื่อพิจารณาตามมาตรา 42 (7) แล้วจะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้ยกเว้นเบี้ยประชุมอนุกรรมาธิกรหรืออนุกรรมการไว้ด้วย ซึ่งกรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือมาไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว และกรมสรรพากรได้มีแนววินิจฉัยไว้ว่า "ทางราชการ" หมายถึง หน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรม เท่าสนั้น 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ของสนช.มีคณะกรรมาธิการสามัญและคณะกรรมาธิการวิสามัญหลายคณะ แต่ละคณะมีการตั้งคณะอนุกรรมธิการด้วย จึงมีเหตุต้องขอให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจัดส่งข้อมูลการจ่ายเบี้ยประชุมให้แก่คณะอนุกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดประมาณ 5 ปีมาตรวจสอบว่าได้มีการนำไปรวมคำนวณกับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มที่ได้รับแต่ละปีเพื่อคำนวณภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วหรือไม่ และผู้มีเงินได้จากค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมการต่างๆ ทั้งที่เป็นสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลอื่น ได้นำเงินพึงประเมินเหล่านี้ไปรวมเสียภาษีให้รัฐตามรัฐธรรมนูญและประมวลรัษฎากรแล้วหรือไม่ต่อไป 

 

นายเรืองไกร กล่าวย้ำว่า สำหรับกรณีของคสช.นั้นได้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 11/2562 ว่าหัวหน้าคสช.ไม่มีสถานะ ตำแหน่งหน้าที่หรือลักษณะงานทำนองเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งจากคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงทำให้ค่าตอบแทนต่างๆที่คสช.ได้รับไปตลอดเวลาประมาณ 5ปี ไม่เข้าลักษณะที่จะได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42 (7) คสช.จึงต้องนำค่าตอบแทนต่างๆรวมทั้งเบี้ยประชุมที่ได้มาเสียภาษีด้วย หากไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย อาจถูกลงโทษทางอาญาตามประมวลรัษฎากรมาตรา 37 (2) ประกอบมาตรา 37 ทวิ ตามมาได้ 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท...(2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือขอคืนภาษีอากรตามลักษณะนี้” ส่วนมาตรา 37 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"





Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน