ภาพเป็นข่าว

"ธนาธร" ลั่น แม้จะต้องจบชีวิตในคุกในตะรางแต่ก็ภูมิใจ

21 พฤศจิกายน 2019 เวลา 19:52 น.
เปิดอ่าน 570

อดีตส.ส.ธนาธร ฟุ้งได้สร้างสังคมเท่าเทียมแม้ชีวิตอาจจบไม่สวยแต่ไม่เลียบูททหารแน่

21 พ.ย.62  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้เข้ารับศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 10 จัดการเสวนาในหัวข้อ  “ผู้นำการเมืองกับอนาคตประเทศไทย”  โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่  นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์  พรรคพลังประชารัฐ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย  และนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมการเสวนา

 

นายธนาธร  ใช้เวทีดังกล่าว เปิดเผยออกมาว่า  ยอมรับว่าเป็นคนที่รวย และภูมิใจในความรวยมาก  ภูมิใจเพราะไม่เคยรวยจากภาษีของประชาชน  เนื่องจากบริษัทของตนไม่เคยเป็นคู่สัญญากับรัฐ   แต่รวยจากการสร้างนวัตกรรม สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้มีการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา  

 

"วันนี้คนบางกลุ่มมีอำนาจทางการเมืองโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง   โครงสร้างที่ค้ำยันกลุ่มอภิสิทธิ์ชน  คือ ทหาร ทุนผูกขาด ระบบราชการที่ใหญ่โต  และกระบวนการยุติธรรม  ประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอที่จะสร้างรัฐสวัสดิการที่ดีกว่านี้ " นายธนาธร กล่าว 

 

อำนาจของรัฐถูกแบ่งเป็น 3 ขา  ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ  เพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุล   โดยรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือเผด็จการ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ  ซึ่งแต่งตั้งโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​  ไม่ได้มาจากประชาชน อยู่เหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง  ชี้เป็นชี้ตายให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนได้   นี่คือดุลอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน    

 

ฝ่ายนิติบัญญัติ  ส.ว .250 คน ไม่มาจากประชาชน  เขากลัวประชาชนจะออกกฎหมายลดอภิสิทธิ์ทางการปกครอง  การดำรงอยู่ของ ส.ว.เพื่อนำคนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็นนายกฯ    ขณะที่อำนาจตุลาการ และองค์กรอิสระก็ได้รับการแต่งตั้ง หรือยืดอายุโดย คสช.  อำนาจ 3 ฝ่ายถูกควบคุมไว้ทั้งหมด 

 

"เชื่อมั่นแรงกล้าว่า ประชาธิปไตยจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ดีกว่าเผด็จการ   ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วจะย้อนกลับมายอมรับอำนาจเผด็จการไม่ได้   เรามาไกลเกินกว่าที่จะย้อนประเทศไทยกลับไปดั้งเดิม   ประชาชนทุกคนเป็นประธานของประโยค  ไม่ได้เป็นกรรม" นายธนาธร กล่าว 

 

“ผมชื่นชมทุกคนที่ออกมาต่อต้านคอร์รัปชัน  แต่ถ้าคนเหล่านั้นไม่พูดถึงกองทัพ สัมปทานช่อง 7  กี่ปี   และช่อง 5 ให้เช่าสัญญาณมันหายไปไหน ไม่มีอยู่ในงบประมาณ   หรือแม้แต่เงินภาษีที่ใช้จ้างพลทหาร  แต่ถูกเอาไปดูแลบ้านนายพล  เป็นการคอร์รัปชันหรือไม่  เราพูดถึงแต่นักการเมือง  ไม่แตะคนที่ตรวจสอบไม่ได้  การแสดงทรัพย์สิน นายพลใน สนช.รวยเป็นพันล้านบาทเป็นไปได้อย่างไร  คนที่ไม่กล้าตรวจสอบคนเหล่านี้  ผมถือว่าเฟคทั้งหมด” นายธนาธร กล่าว

 

นายธนาธร ยังกล่าวอีก ว่า  วันนี้ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่มีอภิสิทธิ์  แต่ถ้าจะเดินหน้าประเทศต่อไป  ก็ขอเสนอแนวทางไทยแลนด์ 3D  ทำให้ประเทศกับมาเป็นประชาธิปไตย  ลดบทบาทกองทัพ  และยุติอำนาจรวมศูนย์ในกรุงเทพ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

 

“มีคนบางคนบอกว่าถ้าคุณทำดีจะมีอายุอยู่ถึง 90 หรือ 100 ปี  แต่ผมไม่สนใจอายุขัย ไม่สนใจว่าจะจบสวยหรือไม่  ถ้าผมพูดความจริง  ยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องจบชีวิตในคุกในตะรางก็ภูมิใจ ที่ได้สร้างสังคมที่เท่าเทียมส่งต่อให้ลูกหลาน และภูมิใจที่ชีวิตอาจจะจบไม่สวย  แต่ไม่เลียบูททหารแน่ๆ” นายธนาธรกล่าว

 

 

นายวีระกร  กล่าวว่า การทุจริตทำให้ความจนกระจุกอยู่ที่ภาคเกษตรกรรม  ผู้นำที่ดีควรเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์  กล้าเปลี่ยนแปลง  โดยไม่ต้องลอกเลียนแบบ  ยอมรับว่าโครงสร้างรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องแก้ไข  

 

โดยเฉพาะกรณีที่ ส.ส.ไม่สามารถแปรญัตติแก้ไข พ.ร.บ.งบประมาณ  แต่ขณะนี้กรรมาธิการบางคณะไปบังคับให้บางคนเข้ามาชี้แจงทุก 3 เดือน  ทำให้เรื่องรกสภาฯ  ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป   รัฐธรรมนูญบางมาตราถ้าแก้แล้วโอกาสจะโดนยุบสภาฯ ก่อนแก้ปัญหาสำเร็จ หรือเป็นเรื่องยากเกินไปก็อย่าเพิ่งไปทำ   ผู้นำประเทศต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าหาญ สู้กับความไม่ถูกต้องในประเทศ 

 

“ผมเชื่อว่าบาปกรรมมีจริง  นักการเมืองโกงบ้านโกงเมืองจะมีอนาคตที่ไม่ราบรื่น   บางคนอายุ 40 ปี  เป็นเอดด์ตายก็มี  บางคนไม่ได้อยู่ในประเทศ บางคนติดคุก  ขณะที่นักการเมืองที่เป็นรัฐบุรุษอย่าง “ป๋าเปรม” ตายเมื่ออายุ 99  ปี นอนหลับตาย  ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของผม  หรือนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร  อายุ 84 ปี  ก็ยังคล่องแคล่ว  มีคนเคารพกราบไหว้ หรือนายอานันท์ ปันยารชุน  ซึ่งมีชีวิตบั้นปลายที่มีความสุข”นายวีระกร กล่าว

 

 

คุณหญิงสุดารัตน์  กล่าวว่า ทุกคนต่างมีความฝันถึงผู้นำต้องซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ในการบริหาร  กล้าหาญที่จะต่อสู้กับการคอรัปชั่น   แต่ในโลกของการเปลี่ยนแปลงวันนี้เราอาจต้องการผู้นำที่มีมากกว่าในบทสวดนะโม   ผู้นำยุคใหม่จึงต้องมีมากกว่าคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน   โดยผู้นำต้องทันสมัยเข้าใจโลกยุคใหม่ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี  กล้าตัดสินใจและกล้าเปลี่ยนแปลง  ข้อเสียของคนที่เป็นผู้นำ  คือมักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง


"ผู้นำต้องรู้ว่าโลกที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นโอกาสของประเทศอย่างไร   มิเช่นนั้นเราจะไปดักเอาประโยชน์จากเทคโนโลยีไม่ได้ ประเทศและประชาชนจะเสียโอกาส  พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายกิโยตินกฎหมาย   เพราะกฎหมายที่ใช้ทำมาหากินของเราล้าสมัยทั้งหมด  ต้องแก้กฎหมายเอื้อให้มีการกระจายความมั่งคั่ง  ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้นำจะว่า จะกล้าฝ่าด่านทุนใหญ่ที่ให้เงินมากในการเลือกตั้งหรือไม่    ถ้าผู้นำไทยเปลี่ยนความคิดไม่ทัน  เปลี่ยนแปลงไม่ทัน  เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจริงๆ เพราะเราจะอยู่ท้ายสุดของอาเซียน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

 

ด้านนายปริญญ์  กล่าวว่า   ผู้นำที่ดีต้องพร้อมยอมรับความเห็นของคนอื่น ยอมเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองเพื่อขับเคลื่อนประชาชนอย่างสันติวิธี   เรื่องแบบนี้คนๆเดียวทำไม่ได้ พรรคการเมืองเดียวก็ทำไม่ได้  เพราะการขับเคลื่อนประเทศมีมิติของความซับซ้อนและละเอียดอ่อนร่วมอยู่ด้วย  ขึ้นอยู่กับผู้นำจะยอมรับความเห็นต่างได้อย่างไร  บางครั้งผู้นำต้องยอมรับโชคชะตา  ไม่ใช่ให้จำยอมกับระบบเผด็จการ หรืออำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน