ภาพเป็นข่าว

มติสภาฯ 244 อนุมัติพ.ร.ก.สถาบันครอบครัว

20 พฤศจิกายน 2019 เวลา 18:03 น.
เปิดอ่าน 107

สภาฯอนุมัติพระราชกำหนดสถาบันครอบครัว 'ปิยบุตร' อัดรัฐบาลติดนิสัยใช้มาตรา 44จนเคย

เมื่อเวลา 16.30 น.การประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม หลังจากพิจารณากระทู้ถามเสร็จแล้วได้เข้าสู่การพิจารณาตามระเบียบวาระ โดยนายสุชาติแจ้งต่อที่ประชุมสภาฯให้ทราบถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยให้นายนวัธ เตาะเจริญสุข พ้นจากการเป็นส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และ คำวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเรื่องพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2562 

 

ทั้งนี้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ขอเสนอให้ที่ประชุมสภาฯเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมโดยให้นำญัตติเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณาต่อจากพระราชกำหนดฯ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชน และสมัยประชุมที่ผ่านมา สภาฯได้เคยเลื่อนมาแล้ว แต่เวลาผ่านมาเป็นเดือนกลับยังไม่ได้รับการพิจารณา เพราะติดปัญหาเรื่องการบรรจุระเบียบวาระของสภาฯ และการใช้เวลาไปกับวาระการรับทราบรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งๆที่กฎหมายผ่านสภาแค่สองฉบับเท่านั้น 

 

"เราว่างเว้นจากการไม่มีสภามา 5 ปีแต่เรื่องสำคัญกลับไม่ได้รับการพิจารณา เราก็รอความหวังจากประธานสภาทีละสัปดาห์ แต่ผมดูแล้วเรามีเรื่องรับทราบอีกหลายเรื่อง ทำให้โอกาสที่จะมีการพิจารณาเรื่องญัตติการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญแทบไม่มีทางจะเป็นไปได้ จึงอยากขอให้ที่ประชุมสภาฯได้พิจารณาเปลี่ยนระเบียบวาระ" นพ.ชลน่าน กล่าว

 

ต่อมา นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ก่อนการปิดสมัยประชุมสภาที่ผ่านมาที่ประชุมสภาฯได้มีการอภิปรายและพวกเราทุกคนได้ทำความตกลงกันตอนนั้นว่าเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาที่สอง เรื่องที่มีความสำคัญ คือ ญัตติด่วนเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการศีกษาผลกระทบจากมาตรา 44 ซึ่งตอนนั้นมีการจัดกลุ่มของญัตติที่เป็นประเภทเดียวกัน และ กลุ่มญัตติเรื่องการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

"เราความเข้าใจถึงความเร่งด่วน จึงขอให้พิจารณากลุ่มญัตติด่วนเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบมาตราา 44 ก่อน และเมื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้วถึงจะพิจารณาญัตติเรื่องรัฐธรรมนูญต่อไป" 

 

จากนั้น นายสุชาติ ได้ขอมติจากที่ประชุมเนื่องจากไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ปรากฎว่าที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก  228 ต่อ 240 เสียงไม่เห็นด้วยกับการให้เลื่อนญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาพิจารณาต่อจากพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 พ.ศ.2562 ส่งผลให้การประชุมสภาฯต้องพิจารณาเรื่องพระราชกำหนดฯและเรื่องรับทราบรายงานขององค์กรต่างๆและเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณเสร็จแล้วตามลำดับและต่อด้วย ญัตติด่วน เรื่อง ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา 44 ก่อนจะต่อด้วยเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามลำดับ 

 

ถัดมาเป็นการพิจารณาพระราชกำหนดฯ โดยนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน อภิปรายว่า พระราชบัญญัติฯมีผลใช้บังคับไปแล้ว แต่มีความไม่พร้อมบางประการทำให้ต้องมีการออกพระราชกำหนด กล่าวคือ ออกกฎหมายมาโดยไม่ได้ประเมินว่ารัฐจะมีความพร้อมจะปฎิบัติได้หรือไม่ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการออกกฎหมายโดยไม่ได้ดูความเป็นจริงของสังคมทำให้เกิดความเสียหายขึ้น เรื่องนี้ต้องตำหนิสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ออกกฎหมายโดยไม่ได้ดูความพร้อม แต่เพราะเป็นสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชน จึงเพิกเฉยต่อเสียงท้วงติงและออกมาโดยมีเสียงเห็นชอบไม่ครบตามองค์ประกอบด้วย ทำให้ไม่ชอบด้วยกระบวนการของสภาและความต้องการของสังคม จึงเกิดผลเสีย ทำให้วันนี้ต้องตามมาแก้ไขด้วยการระงับการใช้ไว้ก่อน 

 

"ที่สำคัญไม่ได้มีกฎหมายนี้เพียงฉบับเดียวแต่ยังมีกฎหมายอื่นๆที่ออกโดยสนช.ที่มีปัญหาอีก เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย จึงเรียนว่าเราไม่สบายใจและเราต้องตามแก้อีกเยอะ ขอตำหนิรัฐบาลว่าการออกพระราชกำหนดยังไม่เพียงพอ เพราะต้องไปปรับปรุงอีกมากเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของสังคม ดังนั้น พวกเราจึงไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด ทางที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความรอบคอบ คือ การแก้ไขโดยทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าว" นายสุทิน กล่าว

 

ด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกโดยสนช.ที่ใช้เวลาเพียง 7 นาทีเท่านั้น และเมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วปรากฎว่ามีข่าวออกมาว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีความพร้อม แต่ถัดมาไม่นานกลับมีพระราชกำหนดออกมาโดยอ้างถึงความไม่พร้อมในการปฏิบัติให้สอดรับกับพระราชบัญญัติ 

 

"การออกพระราชบัญญัติไม่ใช่การเล่นขายของที่ออกไปแล้วและไปนึกออกว่าไม่มีความพร้อมจนต้องไปออกพระราชกำหนด แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับโรงงานปั๊มกฎหมายรายวัน" นายปิยบุตร กล่าว

 

นายปิยบุตร กล่าวว สำหรับพระราชกำหนดฉบับนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วและยืนยันว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ผูกมัดต่อการประชุมสภาฯในการพิจารณาว่าจะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้หรือไม่อนุมัติ ดังนั้น สภาฯจึงมีดุลพินิจในการพิจารณาพระราชกำหนด 

 

"รัฐบาลดำรงตำแหน่งมาประมาณ 6 เดือน ออกพระราชกำหนดไปแล้ว 2 ฉบับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีความพยายามในการตราพระราชกำหนดบ่อยครั้งต่อไปหรือไม่ เป็นความกังวลใจว่านายกฯและรัฐมนตรีจะติดเป็นนิสัยจากเมื่อครั้งทีมีมาตรา 44 ในมือ แต่เวลานี้ไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว  ดังนั้น ต่อไปต้องใช้อำนาจให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดการใช้พระราชกำหนดที่คิดเป็นยาวิเศษ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการยุติการกฎหมายที่มักง่ายเสียทีและยืนยันว่าไม่ให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจออกพระราชกำหนดพร่ำเพรื่อนจนกลายเป็นมาตรา 44จำแลง" นายปิยบุตร กล่าว  

 

ขณะที่ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า การตราพระราชกำหนดฉบับนี้มีความจำเป็นเพื่อความผาสุกของประชาชน กระทรวงพัฒนาสังคมฯมีภารกิจในการฝึกคนเป็นสังคมสงเคราะห์แต่ไม่ได้ฝึกมาเป็นนิติกร โดยมีนิติกรจำนวนไม่มาก ทำให้ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติและการใช้อำนาจตามกฎหมาย และจากสถิติความรุนแรงในครอบครัวก็พบว่ามีตัวเลขสูงมาก และเมื่อเทียบกับอัตรากำลังของกระทรวงที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอต่อการให้ความช่วยเหลือสตรีและเด็กตามกฎหมายฉบับใหม่

 

"การแก้ไขพระราชบัญญัติจำเป็นต้องทำตามกฎหมายเรื่องการให้รับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะมีความล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การออกพระราชกำหนดจึงเป็นทางเลือกเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน" นายจุติ กล่าว

 

ต่อมา ที่ประชุมสภาฯมีมติเสียงข้างมาก  244 ต่อ  73 คะแนน อนุมัติพระราชกำหนดฯ โดยมีส.ส.งดเสียงจำนวน 148 คน ไม่ลงคะแนน 1 คน จากนั้นสภาฯจะส่งพระราชกำหนดเพื่อให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป