ภาพเป็นข่าว

โฆษก รบ.เปิดหนังสือ "บิ๊กตู่" แจงเสรีพิศุทธ์ 3 ปม ร้อน

14 พฤศจิกายน 2019 เวลา 16:45 น.
เปิดอ่าน 338

(14 พ.ย.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎรฯ ได้เชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 นั้น นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนี้ 

 

1. ประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณ

    

1.1 มาตรา 129 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560  บัญญัติว่า "การกระทำกิจการการสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา" 

 

ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งในเรื่องพิจารณาที่ ต. 37/2562 วันที่ 11 กันยายน 2562     ไม่รับคำร้องของนายภาณุพงษ์ ชูรักษ์ ซึ่งเสนอโดยผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยมีเหตุผลสรุปได้ว่า "การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด"  และมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 129 ไม่อาจตรวจสอบในเรื่องเดียวกันนี้

 

2.ประเด็นคณะรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพราะยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณให้ถูกต้องครบถ้วน

 

2.1 คณะรัฐมนตรี ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 แล้วดังที่ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 18 กันยายน 2562 ไปแล้วและข้าพเจ้าขอถือเอาคำชี้แจงนั้น เป็นคำชี้แจงครั้งนี้ โดยจะไม่ขอตอบคำถามอื่นใดเพิ่มเติมในประเด็นนี้อีก

2.2 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่คณะรัฐมนตรีเสนอในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 นั้น สภาผู้แทนราษฎร มีมติรับหลักการในวาระที่ 1 โดยมติเอกฉันท์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2562 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาแล้ว และขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว กำลังดำเนินงานในส่วนของตน อยู่จึงถือได้ว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติโดยถูกต้องครบถ้วน ไม่มีเหตุที่คณะกรรมาธิการคณะใดหรือสภาผู้แทนราษฎรจะมีความเห็นเป็นอื่นอัน จะทำให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องล่าช้า หรือสิ้นสุดลงเว้นแต่จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายทประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ

 

2.3 คณะรัฐมนตรีชุดเดียวกันนี้ได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภา จนประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 2 ฉบับและประกาศใช้พระราชกำหนดแล้ว 2 ฉบับ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญและในส่วนที่สัมพันธ์กับรัฐสภาศาลรัฐธรรมนูญศาลปกครองศาลยุติธรรมองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลต่างประเทศตลอดจนสถาบันพระมหากษัตริย์ มาแล้วหลายเรื่อง โดยไม่เคยมีผู้ใดคัดค้านหรือทักท้วงอำนาจหรือสถานะความเป็นคณะรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

3. ประเด็นการตรวจสอบทุจริต

   

คณะกรรมาธิการคณะนี้ตั้งขึ้นตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 (22)    ซึ่งระบุขอบเขตหน้าที่และอำนาจว่า "คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ             มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการพิจารณาสอบ หาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ" ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่จะมีการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาในครั้งนี้คณะกรรมาธิการมิได้แจ้งว่ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ อันอยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการชุดนี้

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม(พลเอกขัยชาญ ช้างมงคล)  เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม เพื่อรับฟังรับทราบประเด็นแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแทน

 

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการชี้แจงเรื่องดังกล่าวตามที่คณะกรรมาธิการฯได้แจ้งมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้วและได้ส่งผู้แทนมาเข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ จึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ      ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ. 2562 ข้อ90 (22) ซึ่งระบุขอบเขตหน้าที่และอำนาจว่า“มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” ดังนั้นหากมีประเด็นใด     ที่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและอยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการฯชุดนี้นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะให้ความร่วมมือและชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯต่อไป