Inside ครม.

อนุมัติบิ๊กแพ็กเกจแสนล้านเยียวยาประชาชนสู้ไวรัสโควิด-19

10 มีนาคม 2020 เวลา 14:03
อนุมัติบิ๊กแพ็กเกจแสนล้านเยียวยาประชาชนสู้ไวรัสโควิด-19
เปิดอ่าน 1,200

ไฟเขียวอภิมหาแพ็กเกจแสนล้านกู้วิกฤติไวรัสโควิด-19 ทั้งมาตรการการเงิน-ภาษี-ประกันสังคม

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.63  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า  ครม.เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาชุดที่ 1 ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว ใต้หลักการตรงเป้าหมายจำเป็น

โดยมาตรการทางการเงิน ครม.เห็นชอบมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลน ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของไวรัสโคโรนา โดยเตรียมวงเงินไว้ 150,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 2% ระยะเวลา 2 ปี วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท/รายมาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ แก่ลูกหนี้ ดำเนินการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) เช่น ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และบสย.

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถอำนวยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งธปท.ได้ออกประกาศมาแล้วมาตรการเสริมจากสำนักงานประกันสังคม

โดยเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไว้ในวงเงิน 30,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ในระยะเวลา 3 ปี ให้กู้แก่ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม“ดังนั้นจะมีสินเชื่อทั้ง 1.5 แสนล้าน ประกันสังคมให้อีก 3 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นเงินของประกันสังคมเอง ไม่ได้ใช้งบประมาณ “




รมว.คลัง กล่าวถึง มาตรการทางภาษีว่า มาตรการแรกคือ มาตรการคืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในประเทศ ได้แก่  1.มาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ จาก 3% เหลือ 1.5% เริ่มเม.ย. – ก.ย. 63 2. มาตรการภาษีเพื่อลดดอกเบี้ยจ่ายให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อพิเศษ 1.5 แสนล้านบาท ด้วยการให้นำไปลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ให้ใช้สำหรับรายจ่ายค่าดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่าง 1 เม.ย. – 31 ธ.ค. 63

3. มาตรการส่งเสริมเสถียรภาพการจ้างงานที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา โดยให้สถานประกอบการนำรายจ่าย ค่าจ้างลูกจ้างในธุรกิจที่เป็นผู้ประกันตัน มาหักรายจ่ายได้ 3 เท่า ตามเกณฑ์และวิธีการที่สรรพากรจะกำหนดขึ้นมา 4. การเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศให้เร็วขึ้น เฉพาะผู้ประกอบการที่ดี โดยหากเป็นผู้ที่ยื่นแบบชำระภาษีทางอินเตอร์เน็ต จะคืนให้ภายใน 15 วัน ส่วนการยื่นที่สำนักงานสาขาของสรรพากร จะคืนให้ภายใน 45 วันนายอุตตม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ

เช่น 1. มาตรการบรรเทาการจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ, การคืนเงินประกันค่าใช้ไฟฟ้า หรือ ค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะมีการพิจารณาเงื่อนไขเหมาะสมต่อไป 2. กองทุนประกันสังคม ให้ลดการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งประกันสังคมและกระทรวงแรงงานจะไปหารือกันในรายละเอียดต่อไป ซึ่งอาจจะมีระยะเวลา 3 หรือ 6 เดือน

3. มาตรการบรรเทาภาระค่าธรรมเนียม ค่าเช่า ค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น การลด ชะลอ การเก็บค่า ค่าธรรมเนียม อาทิ ค่าเช่าพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งกรมธนารักษ์จะพิจารณาลดค่าเช่าให้

4. มาตรการช่วยเหลือตลาดทุน โดยให้ผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) สามารถนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการชั่วคราวได้เพิ่มอีก 2 แสนบาท ดังนั้นจาก 2 แสนบาทเดิมก็จะเป็น 4 แสนบาท สำหรับเงินลงทุนในระยะเวลาตั้งแต่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.63 โดยอาจจะพิจารณาขยายเวลาให้อีกหากมีความจำเป็นในอนาคต

 


นอกจากนี้ครม.ยังพิจารณาให้มีการกำหนดวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทสำหรับเตรียมความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโคโรนา อาทิ จากการถูกเลิกจ้างงาน หรือ สถานประกอบการที่กระทบ พนักงานทำงานไม่เต็มที่ การเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ก็จะเป็นวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทในขั้นต้น ซึ่งกระทรวงการคลังจะหารือกับสำนักงบประมาณในการกำหนดรูปแบบวงเงินนี้และขอบเขตการใข้ให้ครอบคลุม ซึ่งในหลักการครม.ได้อนุมัติแล้ว เพื่อเป็นกองเงินไว้ใช้จ่ายได้ตามความจำเป็น

“ซึ่งกระทรวงการคลังก็จะไปเขียนขอบเขตในการดูแล ซึ่งไม่ใช่การแจก ต้องดูไม่ใช่อยู่ดีดีไปแจก อะไรเข้าเกณฑ์ว่าได้รับผลกระทบอย่างไร”นายอุตตม กล่าว และว่า ครม.ยังมีมติ เห็นชอบยกเว้นอากรขาเข้า ของการนำเข้าวัสดุที่เกี่ยวกับหน้ากากอนามัย ก็จะยกเว้นให้เป็นเวลา 6 เดือน



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน