Inside ครม.

เปิดแผนความมั่นคงแห่งชาติ สะท้อนปัญหาการเมืองภายในต้องได้รับการแก้ไข

22 พฤศจิกายน 2019 เวลา 18:58 น.
เปิดอ่าน 1036

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นจุดเปราะบางในการรักษาเอกภาพของคนในชาติ

 

เมื่อวันที่ 22  พ.ย. 62   ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่องนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ  (พ.ศ. 2562 - 2565  )  นั่นหมายความว่า แผนดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.65   

 

นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ  แบ่งเป็น 4 ส่วน มีจำนวนทั้งสิ้น 35 หน้า  ประกอบด้วยส่วนที่ 1  : บทนำ  หลักการและเหตุผล  กระบวนการการจัดทำ

ส่วนที่ 2  : สถานการณ์และบริบทความมั่นคง (พ.ศ. 2562  – 2565 ) ส่วนที่ 3   นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ   ส่วนที่ 4  : การขับเคลื่อนนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

 

พิจารณาจากส่วนที่ 2  สถานการณ์และบริบทความมั่นคง (พ.ศ. 2562  – 2565  ) ด้านความเปลี่ยนแปลงของบริบทความมั่นคงภายในประเทศ  มีการนำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ   อาทิ   ด้านความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์   ความขัดแย้งของคนภายในประเทศ   ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้  และความไม่เชื่อมันในการบริหารประเทศตามหลักนิติธรรม เนชั่นสุดสัปดาห์ จึงขอคัดนำมาเสนอไว้ดังนี้  

 

ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์สถาบันพระมหากษัตริย์ จะยังคงมีบทบาทและเป็นสถาบันหลักของสังคมไทยต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลทั้งจากภายในประเทศ และจากต่างประเทศที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถาบันฯ ทั้งที่มีลักษณะการเชื่อมโยงสถาบันฯ นำมาแสวงหา ผลประโยชน์ทางการเมือง ตลอดจนมีการกล่าวอ้างความเท็จเพื่อบิดเบือนและสร้างความเข้าใจที่ผิดอันเป็น การบ่อนทำลายต่อสถาบันฯ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม

 

ประกอบกับความผูกพันเชื่อมโยงของประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนรุ่นใหม่ ที่มีต่อสถาบันฯ มีน้อยลงเนื่องจากขาดความเข้าใจและความตระหนักรู้อย่างถูกต้องแท้จริงถึงความสำคัญของสถาบันฯ ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและจุดยึดเหนี่ยวของสังคมไทย นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 – 2565 )

 

ความขัดแย้งของคนภายในประเทศ พัฒนาการทางการเมืองของไทยที่ผ่านมามีทิศทางที่นำสังคมไทยวิวัฒน์ไปสู่วัฒนธรรมการเมืองที่ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมตัดสินใจในนโยบายของรัฐมากขึ้น

 

โดยเฉพาะ การกระจายความมั่งคั่งและอำนาจจัดการทรัพยากรสำคัญ โดยประชาชนแสดงออกด้วยการใช้สิทธิทางการเมืองและ เสรีภาพพลเมืองในการเลือกตั้ง และการปกป้องสิทธิของตนหรือสิทธิของชุมชนท้องถิ่น ในขณะที่สังคมไทย กำลัง อยู่ในกระบวนการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยที่ยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้าง จากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติปัญหาการทุจริต การไม่ได้รับความยุติธรรม

 

การบริหารภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงโลกทัศน์ที่แตกต่างกันของกลุ่มคนในสังคม เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิด ความแตกแยกทางความคิดระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ในห้วงที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกขับเคลื่อน ด้วยเป้าหมายสุดโต่งทางการเมือง ส่งผลให้สภาวะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่มี ความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น และโดยที่ความอดทนอดกลั้นของคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมมีแนวโน้มลดต่ำลง ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นจุดเปราะบางในการรักษาเอกภาพของคนในชาติและ การสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมไทย

 

 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางการเมืองในระยะต่อไป ยังไม่มีแนวโน้มขยายตัวรุนแรง จนกลายเป็นภัยคุกคามและขยายผลเป็นความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนยังต้องการ ความสงบสุข

 

อนึ่ง การแก้ไขสาเหตุรากเหง้าของปัญหา อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความเสมอภาคต่อ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การรักษาพื้นที่สิทธิมนุษยชนแก่ทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาการทุจริต การเสริมสร้าง ประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม

 

ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้   ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิด ขึ้นมาเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และมีความเชื่อมโยงกันหลายมิติ อันมีปัจจัยหลักที่ถูกนำมาเป็น เงื่อนไขของปัญหา คือ ศาสนา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการไม่ได้รับความยุติธรรม

 

โดยการต่อสู้ที่ใช้ความรุนแรง เป็นผลมาจากคนกลุ่มหนึ่งที่มีอุดมการณ์ต้องการแบ่งแยกดินแดน ได้นำเงื่อนไขอัตลักษณ์เฉพาะมาขยายผลในการใช้ ความรุนแรง นอกจากนี้ได้ปรากฏเงื่อนไขที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ คือ ปัญหายาเสพติด ปัญหาภัยแทรกซ้อน บทบาทของภาคประชาสังคม โดยเฉพาะเยาวชนที่เห็นต่างจากรัฐ และถูกดึงเข้ามา มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของผู้เห็นต่างจากรัฐ การเข้ามามีบทบาทและแทรกแซง ขององค์กรระหว่างประเทศ และปัญหาการลักลอบและขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย

 

อนึ่ง สถานการณ์การก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายที่เน้นการเอาชนะจิตใจ ประชาชนและการเสริมสร้างการยอมรับสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ความไม่เชื่อมั่นในการบริหารประเทศตามหลักนิติธรรม  เชื่อมั่นประเทศไทยยังคงมีปัญหา เชิงโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการบริหารตามหลักนิติธรรม ความไม่เชื่อมั่นในการบริหารประเทศและวิกฤติศรัทธาของผู้นำ รวมถึงโครงสร้างทางการเมืองการบริหาร ซึ่งแม้จะมีการกระจายอำนาจมากขึ้นแต่ในภาพรวมยังคงมีลักษณะ รวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง เป็นข้อจำกัดต่อการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม

 

ประกอบกับการทุจริต ในภาครัฐขยายตัวออกไปทุกระดับ ส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของประชาชน ในขณะเดียวกันประชาชนบางส่วน ยอมรับกระบวนการทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยผลของปัญหาดังกล่าวได้กัดกร่อนพื้นฐานทางคุณธรรม จริยธรรมของสังคม

 

อ่านแผนความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์และแนวทางแก้ไข ได้ที่นี่  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/124/T_0034.PDF