Inside ครม.

โปรดเกล้าฯ แผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

22 พฤศจิกายน 2019 เวลา 18:29 น.
เปิดอ่าน 2773

ประกาศใช้ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงปี 65  

 

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 62  ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่องนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ 

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบให้ประกาศใช้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วย ความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 – 2565  )

 

ตามบทบัญญัติมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 เพื่อเป็นแผนหลักของชาติที่เป็นกรอบทิศทางการดำเนินการ ป้องกัน แจ้งเตือน แก้ไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติ

 

ซึ่งมีสาระสำคัญตามที่แนบท้ายนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้นโยบายและ แผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 -2565  ) ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30  ก.ย.  65  

 

ประกาศ ณ วันที่ 19  พฤศจิกายน พุทธศักราช  2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 

อ่าน แผนความมั่นคงแห่งชาติ โดยละเอียดได้ที่นี่  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/124/T_0034.PDF

 

อนึ่ง เรื่องนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ  แบ่งเป็น 4 ส่วน มีจำนวนทั้งสิ้น 35 หน้า

 

ประกอบด้วยส่วนที่ 1  : บทนำ  หลักการและเหตุผล  กระบวนการการจัดทำ

ส่วนที่ 2  : สถานการณ์และบริบทความมั่นคง (พ.ศ. 2562  – 2565 )

ส่วนที่ 3   นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

ส่วนที่ 4  : การขับเคลื่อนนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ

 

ทั้งนี้ ในส่วนที่ 2  สถานการณ์และบริบทความมั่นคง (พ.ศ. 2562  – 2565  )  ด้านความเปลี่ยนแปลงของบริบทความมั่นคงภายในประเทศ  มีการนำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

 

 2.3.1 ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์สถาบันพระมหากษัตริย์ จะยังคงมีบทบาทและ เป็นสถาบันหลักของสังคมไทยต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลทั้งจากภายในประเทศ และจากต่างประเทศที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถาบันฯ ทั้งที่มีลักษณะการเชื่อมโยงสถาบันฯ นำมาแสวงหา ผลประโยชน์ทางการเมือง ตลอดจนมีการกล่าวอ้างความเท็จเพื่อบิดเบือนและสร้างความเข้าใจที่ผิดอันเป็น การบ่อนทำลายต่อสถาบันฯ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม

 

ประกอบกับความผูกพันเชื่อมโยงของประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนรุ่นใหม่ ที่มีต่อสถาบันฯ มีน้อยลงเนื่องจากขาดความเข้าใจและความตระหนักรู้อย่างถูกต้องแท้จริงถึงความส าคัญของสถาบันฯ ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและจุดยึดเหนี่ยวของสังคมไทย นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2562 – 2565 )

 

2.3.2 ความขัดแย้งของคนภายในประเทศ พัฒนาการทางการเมืองของไทยที่ผ่านมามีทิศทางที่นำสังคมไทยวิวัฒน์ไปสู่วัฒนธรรมการเมืองที่ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมตัดสินใจในนโยบายของรัฐมากขึ้น

 

โดยเฉพาะ การกระจายความมั่งคั่งและอำนาจจัดการทรัพยากรสำคัญ โดยประชาชนแสดงออกด้วยการใช้สิทธิทางการเมืองและ เสรีภาพพลเมืองในการเลือกตั้ง และการปกป้องสิทธิของตนหรือสิทธิของชุมชนท้องถิ่น ในขณะที่สังคมไทย กำลัง อยู่ในกระบวนการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยที่ยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้าง จากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติปัญหาการทุจริต การไม่ได้รับความยุติธรรม

 

การบริหารภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงโลกทัศน์ที่แตกต่างกันของกลุ่มคนในสังคม เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิด ความแตกแยกทางความคิดระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ในห้วงที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกขับเคลื่อน ด้วยเป้าหมายสุดโต่งทางการเมือง ส่งผลให้สภาวะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่มี ความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น และโดยที่ความอดทนอดกลั้นของคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมมีแนวโน้มลดต่ำลง ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นจุดเปราะบางในการรักษาเอกภาพของคนในชาติและ การสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมไทย

 

 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางการเมืองในระยะต่อไป ยังไม่มีแนวโน้มขยายตัวรุนแรง จนกลายเป็นภัยคุกคามและขยายผลเป็นความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนยังต้องการ ความสงบสุข

 

อนึ่ง การแก้ไขสาเหตุรากเหง้าของปัญหา อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความเสมอภาคต่อ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การรักษาพื้นที่สิทธิมนุษยชนแก่ทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาการทุจริต การเสริมสร้าง ประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม