Inside ครม.

ครบ 20 ปี ป.ป.ช. "ติดดาบ" ฟันทุจริต

15 พฤศจิกายน 2019 เวลา 11:51 น.
เปิดอ่าน 158

ป.ป.ช.ยุคนี้อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ประกอบรธน.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 

 

ภายหลังสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4 ราย กรณีร่วมกันเรียกรับเงินจํานวน 20 ล้านบาท จากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่รับว่าจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช แลกกับการอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือชั่วคราวบริเวณโรงไฟฟ้า เพื่อให้เรือลําเลียงเข้าเทียบท่าขนถ่ายชิ้นส่วนของเครื่องกําเนิดไฟฟ้าได้ รวมถึงยังชี้มูลความผิด เจ้าหน้าที่ บริษัท ซิโน - ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน) 2 รายในฐานเป็น "ผู้สนับสนุน" เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง 4 รายในการกระทําความผิดดังกล่าว

 

กลายเป็นหนึ่งคดีที่หลายฝ่ายกำลังจับตาไปที่บทบาทของ ป.ป.ช.ต่อการไต่สวนคดีสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับข้องกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งเป็นการชี้มูลความผิดเพียงไม่กี่วันก่อรครบรอบวันสถาปนาสำนักงาน ป.ป.ช.ครบรอบ 20 ปี วันที่ 15 พ.ย.2562 ซึ่งที่ผ่านมาถือว่า ป.ป.ช.ยังเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำหน้าที่ โดยเฉพาะสำนวนตรวจสอบคดีสำคัญเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ

 

สำหรับการทำงานของ ป.ป.ช.ในยุคนี้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พรป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 หรือ พ.ร.ป.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ซึ่งราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2561 ซึ่งถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แก้ไขให้กฎหมาย 200 มาตรามีประสิทธิภาพต่อการปราบปรามคอรัปชั่น ตั้งแต่กระบวนการ ขั้นตอน กรอบเวลาการตรวจสอบนำไปสู่การวินิจฉัยใน 3 ประเด็นสำคัญ 

 

เริ่มที่การกำหนดกรอบเวลาที่ออกมาชัดเจน เพื่อไม่ให้ความล่าช้ามีผลต่อกระบวน "ไต่สวน" โดยมาตรา 48 ได้ระบุว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ ว่ามีการกระทําความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จําเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและ มีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด ซึ่งต้องไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันเริ่มดําเนินการไต่สวน

 

ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นอันไม่อาจดําเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จําเป็นได้แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 3 ปี เว้นแต่ เป็นเรื่องที่จําเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ในกระบวนการ "รวบรวม" พยานหลักฐาน ในมาตรา 34 ได้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจ ตาม (5) จ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือหนี้สิน และการดําเนินคดีในการติดตามทรัพย์สินในต่างประเทศได้ หรือในมาตรา 38 ซึ่งขยายอำนาจการสอบสวนของ ป.ป.ช.เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ป.ป.ช. มีอํานาจขอข้อมูลจากสํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ท.) ได้ตามที่จําเป็น 

 

 

 

ที่สำคัญกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับนี้ยัง "ติดดาบ" ในมาตรา 39 วรรคท้ายระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพรป.นี้ ในการจับ คุมขัง และการปล่อยชั่วคราว ให้นําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่มีการกระทําความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ เกิดขึ้นในลักษณะความผิดซึ่งหน้า ให้กรรมการ พนักงานไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย และพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ มีอํานาจจับกุมตัวผู้กระทําความผิดได้โดยไม่ต้องมีหมายของศาล และเมื่อจับได้แล้วให้ส่งมอบให้พนักงาน สอบสวนควบคุมตัวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

 

ขณะที่ "โทษ" จากการกระทำความผิดทุจริตมิชอบ ในพรป.ป.ป.ช.มาตรา 128 ยังกำหนดห้ามมิให้เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจํานวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กําหนด

 

แต่หากพบความผิดตามมาตรา 169 ในหมวด 11 "บทกำหนดโทษ" ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 128 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

 

เป็น 3 ประเด็นสำคัญต่อการเขียนกฎหมายเพื่อให้หน่วยงาน ป.ป.ช.มีกรอบเวลาไต่สวน เพิ่มอำนาจการตามพยานหลักฐานไปถึงบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิด เพื่อใช้เป็น "ยาแรง" ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ปราบปรามการคอรัปชั่นได้เข้มข้นรุนแรง ตามเป้าหมายที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้