การเมือง

คำชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องปมถวายสัตย์สะเทือนไปถึงการอภิปรายฝ่ายค้าน

11 กันยายน 2019 เวลา 21:24 น.

การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

เหมือนจบไปครึ่งทางแล้วสำหรับกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 กำหนด ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา

 

“เห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง (Political Issue) ของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (ACT of Government) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (1) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา 46 วรรคสาม...”

 

“ประกอบกับเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2562 เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน”

 

“ต่อมา เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2562 เวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธยโดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด”

 

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้เห็นว่าการถวายสัตย์ฯเป็นการกระทำของรัฐบาลที่ไม่อาจมีองค์กรใดเข้ามาตรวจสอบได้ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องยกคำร้อง

 

เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ทีนี่ก็เหลืออีกครึ่งทางว่าฝ่ายค้านจะแก้เกมอย่างไร เพราะจากคำวินิจฉัยที่ออกมาต้องยอมรับว่าส่งผลให้น้ำหนักของเรื่องตกไปที่ฝ่ายค้านทั้ง ‘พรรคเพื่อไทย-พรรคอนาคตใหม่’ ทันทีว่าจะยังขออภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในวันที่ 18 ก.ย.หรือไม่ ซึ่ง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นัดประชุมเป็นกรณีพิเศษเอาไว้แล้ว

 

ที่ผ่านมาท่าทีของทั้งสองพรรคต่อกรณีการถวายสัตย์ฯในระยะหลังนั้นต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

 

พรรคเพื่อไทย เริ่มส่งสัญญาณมาเป็นระยะที่แสดงให้เห็นว่าการเปิดอภิปรายจะเน้นประเด็นการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ชี้แจงที่มาของรายได้เป็นหลัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสองประเด็นที่พรรคร่วมฝ่ายค้านขอเปิดอภิปราย

 

ในมุมของพี่ใหญ่ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยต้องการจะใช้การอภิปรายครั้งนี้เพื่อขยายแผลของรัฐบาลเกี่ยวกับความล้มเหลวในการแก้ไขและการบริหารประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ

 

ต่างกับ ‘พรรคอนาคตใหม่’ ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว แต่การอภิปรายของสภาฯนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงยังทำให้ฝ่ายค้านสามารถอภิปรายตามระเบียบวาระที่บรรจุอย่างเป็นทางการได้ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา

 

“ตามหลักกฎหมายมหาชน การกระทำทางรัฐบาล หรือ การกระทำทางการเมือง คือ การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับรัฐบาล

การกระทำเหล่านี้อาจหลุดพ้นไปจากการตรวจสอบทางกฎหมายโดยองค์กรตุลาการ ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันมิให้องค์กรตุลาการหรือศาลได้เข้ามาตัดสินชี้ขาดประเด็นทางการเมืองหรือทางนโยบาย จนเกิดสภาพ “การปกครองโดยผู้พิพากษา” เว้นแต่ รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจการตรวจสอบการกระทำทางการเมืองเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ”

 

“กรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ด้วยถ้อยคำที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 โดยให้เหตุผลว่า การถวายสัตย์ฯเป็น “การกระทำทางการเมือง” หรือ “การกระทำทางรัฐบาล” จึงไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบองค์กรใด”

 

“เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ยิ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีความชอบธรรมอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลในทางการเมือง โดยผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ตลอดจนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง”

 

“การอภิปรายในญัตติตามมาตรา 152 ในวันที่ 18 กันยายนนี้ จึงเป็นหนทางที่ยังพอเหลืออยู่ในการตรวจสอบทางการเมืองและหาทางออกร่วมกันต่อกรณีนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ การอภิปรายในญัตติมาตรา 152 ไม่เพียงแต่เป็นช่องทางในการช่วยกันขจัดปัญหาข้อสงสัยว่าคณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่โดยสมบูรณ์หรือไม่ แต่ยังเป็นไปเพื่อรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอีกด้วย นี่คือภารกิจของ “ผู้แทน” ของประชาชนซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด” สาระสำคัญจากเฟซบุ๊กของเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

 

ดังนั้น สถานการณ์การเมืองก่อนถึงวันที่ 18 ก.ย.จึงไม่ต่างอะไรกับการเล่นชักเย่อสามฝ่าย ระหว่าง รัฐบาลที่แน่นอนว่าต้องหาเพื่อไม่ให้สภาฯอภิปรายในประเด็นนี้ ‘พรรคเพื่อไทย’ ซึ่งต้องการแก้เกมการอภิปรายไปเป็นประเด็นอื่น ส่วน ‘พรรคอนาคตใหม่’ ยืนยันเดินหน้าขอตรวจสอบการถวายสัตย์ฯต่อไป

 

กว่าจะถึงวันส่งท้ายสมัยประชุมสภาครั้งแรก การเมืองไทยยังสามารถเปลี่ยนไปได้ในหลายทิศทางอย่างที่คาดไม่ถึง