การเมือง

ธนาธร ลาก "แม่-เมีย" ขึ้นศาล

11 กันยายน 2019 เวลา 20:35 น.

คดีนี้ ทั้งนางสมพร และ นางรวิพรรณ แม่และเมียของ ธนาธร จะต้องถูกศาลไต่สวน ซึ่งการไต่สวนจะต้องพูดความจริงเท่านั้น

ในเอกสารใบแถลงข่าวของ ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 มีประเด็นร้อนกว่าเรื่อง ถวายสัตย์ฯไม่ครบของนายกฯคือ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่

 

 

ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคลของศาล จำนวน 10 ปากในวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ

 

ใครจะอยู่ในบัญชีพยาน 10 ปากที่ว่านี้ และพยาน 10 ปากนี้ จะเป็นพยาน”ปากสำคัญ” ที่จะชี้เป็นชี้ตายว่า ธนาธร จะรอดจากคดีถือหุ้น บ.วี ลัค มีเดีย นี้หรือไม่

 

ถ้ารอดก็เดินเข้าสภา แต่ถ้าไม่รอดก็หมดสมาชิกภาพ แล้วจะมีดาบสองดาบสามของความผิดดังกล่าวตามมาอีก

 

ส่วนพยานปากสำคัญที่ยังไง ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเรียกไป เป็นพยานที่ ทั้ง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคแถลง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

“ในวันที่ 8 ม.ค. นายธนาธรไปอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ แล้วจะโอนหุ้นได้อย่างไร ต้องขอเรียนว่าในวันที่ 8 ม.ค.นั้นนายธนาธรได้หาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ในช่วงเช้าและขึ้นเวทีในช่วงบ่าย ก่อนที่จะขึ้นรถตู้กลับมาจาก จ.บุรีรัมย์ตั้งแต่ช่วงบ่ายเพื่อจะมาทำภารกิจในการโอนหุ้น โดยมีหลักฐานเป็นค่าใบเสร็จอีซี่พาสชัดเจนว่านายธนาธรได้มาถึงกรุงเทพประมาณ 4 โมงเย็น โดยข้อมูลในใบเสร็จอีซี่พาสระบุว่าเป็นช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง และในวันที่ 8 ม.ค.นายธนาธรก็ได้นอนค้างอยู่ที่บ้าน ก่อนที่วันที่ 9 ม.ค.นายธนาธรจะได้เดินทางด้วยเครื่องบินไปทำภารกิจที่ จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงเช้า

 

ตามช่วงเวลาแล้ว เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น นางสมพรได้โอนหุ้นไปยังนายทวี จรุงสถิตพงศ์และนายปิติ จรุงสถิตพงศ์ ผู้เป็นหลานชาย ส่วนสาเหตุที่นางสมพรได้โอนหุ้นนั้นก็ต้องชี้แจงก่อนว่าเดิมบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด   นั้นตั้งใจจะปิดบริษัทตั้งแต่ปลายปี 2561 แต่ปรากฏว่ามีหนี้ค้างชำระประมาณ 11 ล้านบาท ทางฝ่ายบัญชีของบริษัทก็แนะนำว่าอย่าพึ่งปิด เสียดายหนี้ที่ค้างอยู่ ควรจะทางการชำระหนี้ที่ค้างชำระไว้ให้เสร็จ

 

" ดังนั้นนางสมพรจึงเกิดดำริว่าควรจะให้หลานๆเข้ามาทำธุรกิจ ได้เข้ามารู้ประสบการณ์การตามทวงหนี้ จึงได้ทำการโอนหุ้นไปให้นายทวีและนายปิติในวันที่ 14 ม.ค. ดังนั้นจึงขอเรียงช่วงเวลาตามนี้ว่าหลังจากวันที่ 8 ม.ค.บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด   มีผู้ถือหุ้นจำนวน 8 คนหลังจากที่นายธนาธรและนางรวิพรรณได้โอนหุ้นออกไป พอมาถึงวันที่ 14 ม.ค. ก็กลับมามีผู้ถือหุ้นจำนวน 10 คนอีกเพราะมีการโอนหุ้นของนางสมพรไปให้กับนายทวีและนายปิติ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มี.ค. นางรวิพรรณลงนามในหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ทั้งๆไม่มีหุ้นเหลืออยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามตามกฎหมายนั้นระบุว่าแม้จะไม่มีหุ้น แต่ก็เป็นกรรมการบริษัทได้ ดังนั้นเพื่อความสง่างาม นางรวิพรรณจึงได้ทำหนังสือลงนามว่าจะลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทด้วย โดยให้มีผลในวันที่ 19 มี.ค.”

 

ครบถ้วนกระบวนความ บุคคลที่ ปิยบุตร เอ่ยถึงและเกี่ยวข้องกับการ “โอนหุ้น” มีดังต่อไปนี้ 1. นางสมพร(มารดาธนาธร) 2.นางรวิพรรณ (ภรรยาธนาธร) 3. นายทวี (หลาน) 4. นายปิติ (หลาน)

 

สิ่งที่ธนาธร ต่อสู้คือเขาโอนหุ้นก่อนที่จะลงสมัครสส. โดยมีพยานรู้เห็นคือคนที่รับโอน ไม่ใช่การ”ทำนิติกรรมอำพราง” มาโอนหุ้นหลังสมัครรับเลือกตั้ง แต่มาทำเอกสารขึ้นทีหลัง

 

แต่สิ่งที่กกต.นำไปเป็นประเด็นต่อสู้คือ ธนาธร ไปสมัครรับเลือกตั้งทั้งๆที่ยังถือหุ้นอยู่ อันเป็นการขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง

 

ฉะนั้นในวันที่ 18 ตุลาคม วันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะทำการไต่สวน ฟังให้ดี ศาลทำการ”ไต่สวน” ใครที่ไม่เคยขึ้นโรงขึ้นศาล ใครที่ไม่เคยไปนั่งในคอกให้ศาลไต่สวน แม้นว่าจะท่องมาอย่างดีขนาดไหนก็ตาม มันก็หนีไม่พ้นที่จะหลุดจนได้

 

ดังนั้นในคดีนี้ ทั้งนางสมพร และ นางรวิพรรณ แม่และเมียของ ธนาธร จะต้องถูกศาลไต่สวน ซึ่งการไต่สวนจะต้องพูดความจริงเท่านั้น จะโกหกศาลไม่ได้ จึงเป็นการยากหาก “พยาน” จะโป้ปดมดเท็จ ต่อศาลได้

 

ธนาธร จะหลุดหรือไม่หลุดขึ้นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าวันนี้ เขาได้ลากเอาแม่และเมีย มาพัวพันกับคดีดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว