Columnist

ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (ตอนที่สอง)

14 มกราคม 2020 เวลา 8:20
ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (ตอนที่สอง)
เปิดอ่าน 339

การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดนค.ศ.1809 และของไทยในปี2475จึงไม่เข้าข่ายเป็นการปฏิวัติ

 

ประเทศไทยเราเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475  โดยมีคณะบุคคลที่ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามของ “คณะราษฎร”  ส่วนของสวีเดน เปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมีนาคม พ.ศ.2352 (ค.ศ. 1809)  โดยคณะบุคคลที่ต่อมารู้จักกันในสวีเดนในนามของ “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” (1809 års män)  เป็นเวลาก่อนหน้าของไทย  123 ปี                                                                                                         

 

ในแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  ตอนแรก พระยาทรงสุรเดชเสนอให้ “ใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายอารักขาแก่ในหลวงในฐานะองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย” พูดง่ายๆก็คือ ใช้แผนจับกุมตัวกษัตริย์แล้วบังคับให้ยอมรับรัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรร่างขึ้น   แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับแผนการดังกล่าวนี้ จึงมีการเปลี่ยนไปเป็นการจับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์ไว้เป็นตัวประกันเป็นเงื่อนไขให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวลต้องยอมรับรัฐธรรมนูญ             

 

แผนการแรกที่คณะราษฎรคิดจะจับกุมตัวกษัตริย์นั้นช่างเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงการปกครองสวีเดน ค.ศ. 1809  อย่างยิ่ง  โดยคณะบุคคล ค.ศ. 1809 ที่นำโดยนายพล Adlercruetz และนายทหารอีกหกคนเข้าไปจับกุมพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ กษัตริย์สวีเดนขณะนั้นถึงในพระราชวังในวันที่ 13 มีนาคม และการจับกุมตัวกษัตริย์เพื่อหวังจะให้พระองค์สละราชสมบัติและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปปกครองของสวีเดนนั้นดำเนินไปได้อย่างสำเร็จราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ  ซึ่งผู้เขียนได้ทิ้งคำถามไว้ในท้ายของตอนที่แล้วว่า

 

“แต่สิ่งที่น่าสงสัยทั้งของ ‘คณะบุคคล ค.ศ. 1809’ ของสวีเดน และ ‘คณะราษฎร’ ของไทย ก็คือ การเข้าไปจับกุมตัวกษัตริย์กุสตาฟที่สี่ถึงในพระราชวัง กับ การเข้าไปจับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์ตามวังต่างๆ ทำไมมันดูสะดวกดายเช่นนั้น ? อีกทั้ง ทำไมต้องใช้วิธีการ “ปฏิวัติเงียบ” ทำไมไม่เล่นแบบปฏิวัติฝรั่งเศสไปเลย ?”                                                                                 

 

ต่อคำถามว่า ทำไมไม่ทำการ “ปฏิวัติ” ตามนิยามการปฏิวัติจริงๆ ?  เพราะนักวิชาการนิยามปรากฎฏการณ์ทางการเมืองที่จะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติว่าจะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสถาบันทางการเมืองอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองและมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างทั้งในมิติของปริมาณและคุณภาพต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจ สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เข้าข่ายการปฏิวัติ

 

นอกจากจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวางแล้ว  นักวิชาการบางท่านอย่าง Chalmers Johnson ระบุว่า ในการปฏิวัติ จะต้องมีการใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงด้วย และความรุนแรงในการปฏิวัติแตกต่างจากการใช้กำลังบังคับเฉยๆ เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการปฏิวัติหมายถึง การใช้กำลังอย่างเข้มข้นเกินความจำเป็น คาดการณ์ไม่ได้และมักจะมีลักษณะเป็นการทำลายล้าง  ซึ่งการให้นิยามความหมายของการปฏิวัติดังกล่าวนี้ นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาการปฏิวัติในยุโรปอย่าง Lawrence Stone ถือว่าเป็นนิยามที่มีลักษณะกว้างขวางมาก และมักจะใช้อธิบายได้กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างประจักษ์โดดเด่นในประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป อย่างเช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส หรือการปฏิวัติที่สำคัญยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์

 



 

ในทางรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในทุกสังคมมีสองระดับหลัก นั่นคือ  หนึ่ง ในระดับที่เปลี่ยนแปลงเฉพาะรัฐบาลหรือตัวแสดงที่ยึดกุมอำนาจอยู่  และ สอง ในระดับที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสถาบันทางการเมืองอันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองและมีผลกระทบเปลี่ยนแปลงในวงกว้างทั้งในมิติของปริมาณและคุณภาพต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจหรือเรียกว่า “การปฏิวัติ” ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น                                                                                  

 

ที่ผ่านมาในทางรัฐศาสตร์  การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในระดับแรก นั่นคือ เปลี่ยนแปลงเฉพาะรัฐบาลหรือตัวแสดงที่ยึดกุมอำนาจอยู่จะถือว่าเป็นการทำรัฐประหาร (coup d’etat)  ขณะเดียวกัน หากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจจำกัดอยู่แต่เฉพาะกลุ่มคนในวงแคบมาก ตัวอย่างเช่น การแย่งชิงอำนาจที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคลในราชวงศ์ หรือเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองไม่กี่คน

 

เช่น ในหมู่ผู้บัญชาการกองทัพหรือในหมู่ผู้บริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาล การทำรัฐประหารภายในวงที่แคบจำกัดนี้เรียกได้ว่าเป็น  “palace revolution” และ “palace coup”  และอย่างที่ได้เคยกล่าวไปแล้วว่า เราสามารถเข้าใจความขัดแย้งแก่งแย่งชิงอำนาจที่จะจำกัดตัวอยู่แต่เฉพาะในหมู่เอกบุคคลในตระกูลใหญ่หรือกลุ่มอภิชนในสวีเดนยุคโบราณ

 

นั่นคือ การแย่งชิงบัลลังก์อยู่ภายใต้เงื่อนไขหลักคือ ความชอบธรรมทางสายโลหิตของตระกูลที่ปกครองอยู่ก่อนเป็นเงื่อนไขสำคัญ  และเมื่อบุคคลที่อยู่ในสายโลหิตที่มีความชอบธรรมที่จะขึ้นสู่อำนาจแต่อ่อนแอในทางบุคลิกภาพและความสามารถ ก็จะถูกท้าทายจากบุคคลอื่นที่อยู่ในสายโลหิตหรือตระกูลเดียวกัน

 

ไม่ว่าจะเป็นสายตรงทางพ่อ-แม่เดียวกัน หรือลูกนอกสมรสและเครือญาติใกล้เคียง  ซึ่งในการต่อสู้ที่จำกัดตัวอยู่แต่ในหมู่เอกบุคคลในตระกูลชนชั้นปกครองนี้ เราสามารถเข้าใจได้โดยผ่านศัพท์ที่เรียกว่า “palace revolution” และ “palace coup” ที่สื่อถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจโดยสมาชิกภายในตระกูลหรือชนชั้นปกครอง  โดยศัพท์ดังกล่าวนี้เริ่มมีการใช้ในราว ค.ศ. 1900-190

 

ในกรณีของสวีเดน การที่คณะบุคคล ค.ศ. 1809 ใช้วิธีจับกุมตัวกษัตริย์นั้น พวกเขามีข้ออ้างว่า ในขณะนั้น สวีเดนกำลังเผชิญศึกสงครามรอบด้าน ทางตะวันตกทำสงครามกับนอร์เวย์-เดนมาร์ก ทางตะวันออกทำสงครามกับรัสเซียในฟินแลนด์ที่เป็นพื้นที่พิพาท ส่วนทางใต้นั้น กองทัพนโปเลียนก็มีอิทธิพลในเยอรมนี  คณะบุคคล ค.ศ. 1809

 

จึงเห็นว่า หากทำ “การปฏิวัติ” อาจจะเกิดสงครามกลางเมืองภายในสวีเดนยืดเยื้อและอาจจะสุ่มเสี่ยงเป็นเงื่อนไขให้กองกำลังข้าศึกยกเข้ามาแทรกแซงได้  ส่วนของคณะราษฎรก็มีข้ออ้างทำนองเดียวกัน นั่นคือหากทำ “การปฏิวัติ”  บรรดาเจ้าอาณานิคมตะวันตกรอบด้านก็อาจจะถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงได้เช่นกัน

 

 

แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่คณะบุคคล ค.ศ. 1809 มิได้กล่าวออกมา นั่นคือ หากทำ “การปฏิวัติ”  ผู้คนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวบ้านและชาวนาชาวไร่ในชนบทย่อมจะไม่อยู่ข้างคณะบุคคลอย่างแน่นอน เพราะตามหลักฐานประวัติศาสตร์สวีเดนในช่วงนั้น คนส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีต่อพระเจ้ากุสตาฟที่สี่อยู่ แม้ว่าสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศของสวีเดนจะเลวร้ายก็ตาม

 

อีกทั้งบรรดาคนที่อยู่ในคณะบุคคลก็หาใช่สามัญชนคนธรรมดาไม่ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นอภิชนที่มีตำแหน่งในระบบราชการไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร  และก็มีความเป็นไปได้สูงมากในกรณีของไทยที่ผู้คนส่วนใหญ่จะยังไม่เข้าใจหรือเห็นชอบกับเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรในปี พ.ศ. 2475

 

ดังนั้น เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินจะพบว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งในสวีเดน ค.ศ. 1809 และการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี พ.ศ. 2475  จึงไม่เข้าข่ายเป็น “การปฏิวัติ” ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสถาบันทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างทั้งในมิติของปริมาณและคุณภาพต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจ 

 

แต่ครั้นจะกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในสวีเดนและไทยเป็นเพียงแค่ “การรัฐประหาร” หรือเป็น “palace coup” ก็ไม่น่าจะใช่แค่นั้น  แต่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองที่ก้ำๆกึ่งๆระหว่าง “ปฏิวัติ” กับ “รัฐประหาร”  ซึ่งคงต้องค้นหาดูว่ามีนักวิชาการคนใดได้บัญญัติศัพท์รัฐศาสตร์รองรับปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ !

 

Carl Johan Adlercruetz

Carl Johan Adlercruetz

 

พระยาทรงสุรเดช

พระยาทรงสุรเดช

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน