Columnist

ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปี ๒๕๖๓ (๑)

10 ธันวาคม 2019 เวลา 13:09
ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปี ๒๕๖๓ (๑)
เปิดอ่าน 315

เพราะการเมืองคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น” เพื่อการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

 

ธรรมชาติของการเมืองก็เหมือนกันกับธรรมชาติของสรรพสิ่ง

 

 

หลายคนมีความกังวลว่าในปี ๒๕๖๓ การเมืองไทยอาจจะวุ่นวายกว่าในปีนี้ ซึ่งนั่นก็เป็นการมองการเมืองแบบคนที่มีความเป็นห่วง ด้วยอารมณ์ที่มีความขุ่นข้องหมองใจ ที่อาจจะเป็นเพราะเราตั้งความคาดหวังไว้ว่า การเมืองที่ดีต้องเป็นการเมืองที่สงบเรียบร้อย ราบรื่น และมีเสถียรภาพมั่นคง ครั้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ก็ตีความไปว่านั่นคือสิ่งที่ผิดปกติ ซึ่งทางพระท่านเรียกว่า “ความทุกข์”

 

 

ธรรมชาติของสรรพสิ่งคือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ทุกอย่างไม่เที่ยงคือเปลี่ยนแปลงเสมอ คาดหวังอะไรไม่ได้คืออยู่เหนือการควบคุม และไม่มีตัวตนคือเป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น

 

 

การเมืองก็เช่นกัน เพราะ “การเมืองคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น” เพื่อการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การเมืองจึงเป็น “สิ่งสมมุติ” คือสมมุติขึ้นว่าถ้าเราสร้าง “ระบบ” การเมืองให้ดีแล้วเราก็จะมีความสุขความเจริญ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ดังนั้นการเมืองจึงมีหลายลัทธิหลายความคิดเห็น บ้างก็ว่าระบบการเมืองของตนนี้ดี บ้างก็ว่าระบบการเมืองของตนสิดีกว่า แต่เราก็จะเห็นแล้วว่าแต่ละประเทศก็มีระบบการเมืองที่แตกต่างกัน บางประเทสก้เปลี่ยนแปลงระบบการเมืองมาแล้วหลายรูปแบบ และบางประเทศก็กำลัง “ทดลอง” ใช้ระบบการเมืองต่างๆ ไปเรื่อยๆ รวมทั้งที่ความพยายามที่จะ “พัฒนา” ระบบการเมืองของตนให้เหมาะสมยิ่งๆ ขึ้นไป



 

 ประเทศไทยน่าจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ “ชอบทดลอง” ระบบการเมืองต่างๆ ไปเรื่อยๆ ดังที่เราได้ดำเนินมาตลอดระยะเวลา ๘๗ ปีของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองที่ผ่านมานั้น แต่ก็ประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด จนถึงขั้นที่บางทีก็ไปรื้อเอาของเก่ามาปัดฝุ่น เช่น ระบบการเมืองไทยตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก็คือการนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาปัดฝุ่น ซึ่งก็สามารถพยากรณ์ได้เลยว่าน่าจะไม่ “คงทน” เช่นเคย เพราะผู้ที่มีอำนาจยังคงมี “มุมมองทางการเมือง” แบบเก่าๆ คือการมองการเมืองแบบคนที่ “หวงอำนาจ” และ “ไม่ไว้ใจประชาชน”

 

หลังการรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้เขียนได้ไปฟังการอภิปรายทางวิชาการรัฐศาสตร์ที่พูดถึง “ลัทธิทหารกับพัฒนาการของการเมืองการปกครองไทย” ผู้อภิปรายท่านหนึ่งได้ขึ้นต้นการอภิปรายว่า การปกครองของไทยตั้งแต่อดีตไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตั้งแต่ที่เราตั้งประเทศไทยมากว่า ๗๐๐ ปี ถึงทุกวันนี้เรายังอยู่ในการปกครองแบบไทยๆ  นั่นก็คือการปกครองแบบพ่อปกครองลูก” แล้วเขาก็ให้รายละเอียดว่า การปกครองแบบนี้ก็คือ ผู้ปกครองยังคงมองประชาชนเป็นเพียง “เด็กทารก” ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด คอยคิด คอยป้อน จูงมือ ขี้ทางให้โดยตลอด และนี่ก็คือ “มุมมอง” ของผู้มีอำนาจ ที่มองคนไทยมาตลอดเวลานั้น

 

 “ภูมิทัศน์ทางการเมือง” นี้ก็คือ “มุมมองในทางการเมือง” ที่ทำให้ปรากฏภาพต่างๆ ของการเมืองตามที่ตนเองเชื่อหรือคิดหวัง (“ภูมิทัศน์” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Landscape ซึ่งเป็นศัพท์ทางด้านศิลปะ หมายถึง “ภาพด้านกว้างที่มองเห็นด้วยสายตา” ส่วนมากจะใช้กับภาพทิวทัศน์ หรือถ้าในการถ่ายภาพจะหมายถึงการถ่ายภาพในแนวนอน ตรงกันข้ามกับ Portrait ที่หมายถึงการถ่ายภาพในแนวตั้ง ) และเป็นการมองอย่าง “กว้างๆ” เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด

 

นอกจากนี้ยังมีความหมายถึง “การพยากรณ์ทางการเมือง” อันเกิดจากมุมมองของผู้ที่ต้องการจะเห็น “ภาพอนาคต” ของการเมืองนั้นด้วย อันเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการศึกษาวิเคราะห์การเมืองในสมัยใหม่ ที่ผู้วิเคราะห์การเมืองต้องการจะให้คนอื่นๆ ได้ “มองเห็นภาพ” ตามไปด้วย

 

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ทุกวันนี้ภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยถูกวาดขึ้นโดยผู้มีอำนาจเป็นหลัก โดยวาดขึ้นตามความเชื่อความคิดของผู้มีอำนาจนั้นเป็นสำคัญ ดังที่ได้ยกตัวอย่างว่า ผู้ปกครองของไทยยังมองคนไทยเป็นแค่ “เด็กทารก” ซึ่งยังต้องอยู่ภายใต้ “การเลี้ยงดู” ของผู้ปกครองนั้นต่อไป ดังนั้นภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยในปี ๒๕๖๓ ในสายตาของผู้ปกครอง น่าจะมีภาพปรากฏดังต่อไปนี้

 

ภายใต้ความเชื่อของผู้ปกครองที่ว่าคนไทยยังปกครองตัวเองไม่ได้ แม้แต่ผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อความสงบสุขทางการเมือง ผู้มีอำนาจก็จะยังคง “อ้างสิทธิ” คือความชอบธรรมที่จะดูแลประชาชนให้เข้มงวดมากขึ้น จึงน่าจะเป็นไปได้ว่าทหารอาจจะเพิ่มบทบาททางการเมืองมากขึ้น เพื่อแสดงศักภาพให้เห็นว่าทหารเป็นองค์กรเดียวที่จะสร้างความสงบสุขในบ้านเมืองนั้นได้

 

โดยผู้นำทหารอาจจะแสดงความห่วงใยต่อบ้านเมืองออกมาให้เห็นเป็นระยะ โดยเฉพาะในเวลาที่สมาชิกสภาทะเลาะเบาะแว้งและก่อความวุ่นวาย รวมถึงการวางตัวของผู้นำรัฐบาลที่ก็คือผู้นำของเหล่านายทหารนั้น ก็จะมีความ “แข็งกร้าว” หรือเอาจริงเอาจังต่อการจัดการกับปัญหาในสภานั้น เพื่อรักษาภาวะผู้นำไว้ให้เข้มแข็ง

 

อีกความเชื่อหนึ่งของผู้ปกครองก็คือ เชื่อว่ายังจะอยู่ในอำนาจนี้ต่อไปอีกยาวนานพอสมควร (ดังที่นายกรัฐมนตรีได้พูดออกมาก่อนหน้านี้) จึงเป็นไปได้ว่าผู้นำทหารอาจจะต้อง “สร้างกระแสข่าว” ถึงเหตุจำเป็นที่จะต้องอยู่ในอำนาจไปอีกระยะหนึ่ง (อย่างยาวนานพอสมควรนั้น) พร้อมกับใช้กระแสข่าวนี้ในการที่จะสยบหรือควบคุมฝ่ายต่อต้านต่างๆ ให้ยอมรับในเหตุจำเป็นดังกล่าว ร่วมกับการรักษา “ความลึกลับ” ของเหตุจำเป็นนั้นให้คงกระพือเป็นกระแสอยู่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระแสแห่งความสงสัยนี้เป็น “ลมใต้ปีก” พยุงความมั่นคงให้กับผู้นำ ในขณะที่ประชาชนในฝ่ายที่สนับสนุนผู้นำก็พร้อมที่จะยอมรับ และประชาชนในฝ่ายต่อต้านผู้นำก็ไม่กล้าที่จะแสดงความเห็นโต้ตอบอย่างเปิดเผย

 

เรื่องภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยไม่ได้มีเฉพาะในหมู่ผู้ปกครองเท่านั้น แต่ประชาชนคนไทยก็มีมุมมองของพวกเขาเช่นกัน และยิ่งคนไทยมีการแบ่งกลุ่มเป็นฟากฝ่ายหลายกลุ่มอยู่ในปัจจุบัน ก็ยิ่งน่าสนใจว่า “ภูมิทัศน์การเมืองในสายตาคนไทย” แต่ละกลุ่มนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งจะขอมานำเสนอในสัปดาห์หน้า

 

บอกไว้ก่อนว่าคนไทยสายตา “ไม่ฝ้าฟาง” และมองคนละอย่างกับกลุ่มผู้ปกครอง

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน