การเมือง

อ่านคำให้การนอกศาล “ทักษิณ ชินวัตร” “ผมไม่ได้โกง ผมไม่ได้โกง”

14 สิงหาคม 2019 เวลา 16:58 น.
เปิดอ่าน 215

หมายเหตุ:เพจเฟสบุ้คที่ชื่อ Taksin-yingluck-For the people ได้โพสต์ข้อความชี้แจงแทน ทักษิณ ชินวัตร ว่าข้อกล่าวหาต่างๆที่เขาได้รับ ไม่เป็นความจริง “เนชั่น สุดสัปดาห์”เห็นว่า มีประเด็นและเนื้อหาที่น่าสนใจ จึงนำมาให้ท่านได้อ่านต่อดังนี้

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "ดร.ทักษิณ ชินวัตร"

มีข้อมูลที่ “สลิ่ม-นกหวีด” เขียนบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย "ดร.ทักษิณ ชินวัตร" จึงจะขอชี้แจงความจริงไห้ฟังและให้ข้อมูลพร้อมกับหลักฐานอ้างอิง เพื่อการพิจารณาของประชาชนดังนี้ ...

กดติดตาม :https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=507126269850958&id=317804628783124

------------

1. ทักษิณรวยเพราะโกงหลังเข้ามาเล่นการเมือง ข้อเท็จจริงคือ ทักษิณรวยก่อนเล่นการเมือง ปี 2537 วันเข้ารับตำแหน่ง รมต ต่างประเทศในโควต้าของพรรคพลังธรรม (แทน น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ) ได้แจงบัญชีทรัพย์สินไว้ 60,000 ล้าน แม้ว่ายังไม่มีระบุในรัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องแจงทรัพย์สิน ณ ขณะนั้น (รัฐธรรมนูญปี 2540 จึงให้ รมต ต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน)

* หลักฐานชิ้นที่ 1 : ข่าวไทยรัฐพาดหัวหน้าหนึ่งตามลิงค์นี้ https://hilight.kapook.com/view/72537

* หลักฐานชิ้นที่ 2 : ทนายหอบหลักฐานการถือครองหุ้นก่อนเล่นการเมือง https://www.thairath.co.th/content/269494

* หลักฐานชิ้นที่ 3 : หนังสือชื่อ Thaksin, The business of politics in Thailand ซึ่งร่วมกันเขียนโดยสองสามี-ภรรยา (อังกฤษ-ไทย) ศาสตราจารย์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, นักเศรษฐศาสตร์ชาวไทย เป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 จนถึงปัจจุบัน (วิกิพีเดีย) และ Chris Baker ผู้สามี

2. ทักษิณไม่ได้รวยจากการปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทในยุคบิ๊กจิ๋ว ตามที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัททักษิณไม่เสียหายมาก เหตุเพราะทักษิณซื้อ Forward Rate (อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้สำหรับการซื้อขาย ที่มีการส่งมอบสินค้าหรือโอนเงินในอนาคต) ทำให้แม้ค่าเงินบาทจะเปลี่ยนจาก 25 บาท/ดอลลาร์ เป็น 56 บาท/ดอลลาร์เพียงชั่วข้ามคืน บริษัทของทักษิณก็ไม่เสียหายเพราะได้ซื้ออัตราแลกเปลี่ยนคงที่ไว้แล้วที่ 25 บาท/ดอล (อ่านคำตัดสินศาลคดีอ.โภคินฟ้องหมิ่นสุเทพที่นี่ https://bit.ly/2TaV3nB)

 

3. ทักษิณชนะประมูลสัมปทานมือถือตั้งแต่ปี 2533 ในยุคน้าชาติ ไม่ใช่ได้มาเพราะยัดเงิน “พลเอก สุนทร คงสมพงษ์” บิดาของ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (หลัง รสช ทำรัฐประหารน้าชาติ) แต่อย่างใด (อ้างอิง https://www.posttoday.com/politic/report/34192)

4. ทักษิณแก้กฎหมายแปลงสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิตเพื่อให้รัฐมีรายได้มากขึ้น โดย AIS ยังคงจ่ายเท่าเดิม จากเดิมระบบสัมปทานนั้นค่ายมือถือทุกค่ายต้องจ่ายให้ 2 องค์กร โดย AIS จ่ายให้องค์การโทรศัพท์ ส่วน Dtac และ True Move จ่ายให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย ในอัตรา 25%

ต่อมามีการแปรรูปองค์การโทรศัพท์เป็นบริษัท ทีโอที แปรรูปการสื่อสารเป็นบริษัท กสท. โทรคมนาคม ซึ่งมีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้น และกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% (กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐบาล) รัฐบาลทักษิณเห็นว่าทั้งบริษัทีโอที และ กสท เป็นเสือนอนกิน จึงได้แก้ปัญหาโดยออกพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต โดยให้บริษัทเอกชนคู่สัญญา คือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ ต้องส่งมอบส่วนแบ่งรายได้ 10% เข้ากระทรวงการคลังโดยตรง คงเหลือ 15% จ่ายให้คู่สัญญาสัมปทานเดิมของตน

เท่ากับ AIS ก็ยังต้องจ่าย 25% เหมือนเดิม ท้กษิณไม่ได้เอื้อให้จ่ายถูกลงแต่อย่างใด แต่เอื้อให้รัฐมีรายได้มากขึ้น แทนที่จะอุ้มเสือนอนกินสององค์กรที่ถูกแปรรูปไปเป็นของรัฐแล้วนั้น (อ้างอิง https://bit.ly/2CMJwGI )

5. ทักษิณไม่ได้เป็นคนต้นคิด “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ” หากแต่ทักษิณจำเป็นต้องสานต่อกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับที่ทำในปี 2542 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย2 ตามข้อบังคับของ IMF (Letter of Intent) การแปรรูป ปตท ก็เช่นกัน (อ้างอิง https://thaipublica.org/…/finiancial-crisis-2540-banyong-p…/)

6. ทักษิณและญาติพี่น้องไม่ได้ถือหุ้น ปตท. ข้อครหาที่ว่าทักษิณขายหุ้น ปตท ให้ญาติพี่น้องและตนเองหมดภายในเวลา 1 นาที 17 วินาที ไม่เป็นความจริง แต่บุคคลที่ได้หุ้น ปตท ไปมากที่สุดในวันที่เปิดขายวันแรก คือ

อันดับ 1 คือ นายทวีฉัตร จุฬางกูร หลานชายแท้ ๆ ของนายสุริยะได้รับการจัดสรรหุ้นมากถึง 2.2 ล้านหุ้น

อันดับ 2 นายประยุทธ มหากิจศิริ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้รับการจัดสรรหุ้นจำนวน 2.06 ล้านหุ้น นอกจากนี้ภรรยาและบุตรของนายประยุทธคือนางสุวิมล และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ยังได้รับการกระจายหุ้นอีก 1.546 ล้านหุ้น และ 1.5 ล้านหุ้น ตามลำดับ (รวมหุ้นที่ตระกูลมหากิจศิริได้รับคือ 5.106 ล้านหุ้น) (อ้างอิง https://www.gotoknow.org/posts/186423 )

เมื่อทักษิณไม่ได้เป็นคนแปรรูป ปตท และไม่มีหุ้น ปตท แม้แต่หุ้นเดียว ทักษิณจะร่ำรวยจากการโกง ปตท ได้อย่างไร ?

7.ทักษิณใช้หนี้ IMF ทั้งหมด 500,000 ล้านบาท (98%) และตัดสินใจใช้หมดก่อนครบกำหนด 2 ปี #เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ด จนสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปี 2548-2549 (แทนที่จะทยอยจ่ายไปตามกำหนดซึ่งเป็นวิธีที่คนไม่ฉลาดเลือกใช้) โดยนายกทักษิณใช้ #ทุนสำรองระหว่างประประเทศ ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ 38,600 ล้านเหรียญ ซึ่งหลังจากใช้หนี้งวดสุดท้ายนี้ไป จะเหลือทุนสำรอง 34,400 ล้านเหรียญ สาเหตุที่นายกทักษิณมั่นใจพอที่จะใช้หนี้หมดก่อนกำหนดเพราะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “สำหรับความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ อยู่ที่การปรับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นนโยบายที่เรียกว่า Dual Track Policy” (อ้างอิง https://www.khaosod.co.th/politics/news_2312138)

8.ทักษิณเปลี่ยนประเทศจากผู้กู้ IMF เป็นประเทศผู้ให้พม่ากู้ 4500 ล้านบาท ภายหลังจากตัดหนี้ IMF จบแล้ว โดยเจตนาช่วยพม่าให้นำเงินไปสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ด้วยดอกเบี้ย 3% (ไม่ได้ให้กู้ไร้ดอกเบี้ยเหมือนรัฐบาลประยุทธ์) โดยไม่มีคำไหนที่ระบุในสัญญาว่าให้พม่านำเงินกู้กลับมาซื้อสินค้าของบริษัทชินคอร์ป การตัดสินใจเลือกร้านค้าซื้อของ เป็นเรื่องของพม่าเองซึ่งเป็นสิทธิอันพึงกระทำได้ แต่การให้พม่ากู้นั้นได้มาซึ่งผลประโยชน์ต่อประเทศชาติมหาศาล อาทิ แหล่งก๊าซ และ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ

รวมทั้งสัญญาที่ไทยขอต่อพม่า

1) ขออย่ารบตามแนวชายแดนไทย

2) ขออย่าส่งเสริมยาเสพติด

3) ขอให้ทำ road map to democracy

และ ไทยไม่ได้เสียหายอะไรเลยเนื่องจากพม่าได้ชำระทั้งเงินต้น และ ดอกเบี้ยครบแล้ว (อ้างอิง https://www.thaipost.net/main/detail/10374 )

9. ดาวเทียมยุคทักษิณสุดท้ายก็สมบัติชาติ สัญญาสัมปทานไทยคม ซึ่งเป็นสัญญาสัมปทานประเภทสร้าง - โอน - บริหาร หรือ Build Transfer Operation - BTO ที่เมื่อผู้รับสัมปทานได้ดำเนินการจัดสร้างดาวเทียม และยิงขึ้นสู่วงโคจรแล้วเสร็จ จะต้องยกให้เป็นทรัพย์สินของรัฐในทันที พร้อมทั้งสถานีควบคุมดาวเทียม และอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่บริษัทเอกชนจะได้รับก็มีเพียงสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากการนำช่องสัญญาณ (Transponder) ออกไปให้เช่า และเรียกเก็บค่าบริการจากผู้เช่าใช้ แต่จะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นเหล่านี้กลับมาให้รัฐด้วยตามสัญญา ล่าสุด ชินแซทมีลูกค้าที่เข้ามาขอเช่าใช้ช่องสัญญาณแล้วกว่า 40 ประเทศ โดยลูกค้ากว่าร้อยละ 77 เป็นลูกค้าต่างประเทศ และบริษัทได้จ่ายค่าสัมปทานให้แก่รัฐแล้วเป็นจำนวน 3,698.9 ล้านบาท มากกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ 3,317.9 ล้านบาท เมื่อสัญญาสัมปทาน BTO กำหนดชัดเจนอยู่แล้ว ทรัพย์สินทุกอย่างสร้างขึ้นต้องยกให้เป็นทรัพย์สินของรัฐ ดาวเทียมไทยคมก็ต้องถือเป็นสมบัติของชาติในทันที (อ้างอิง http://bit.ly/2yur5U7)

10. ทักษิณทำ FTA ไทย-จีน ไม่มีเอื้อสินค้าชินคอร์ป แต่เป็นสินค้าเกษตรล้วนๆ ไทยกับจีนได้ลงนามกรอบความตกลง FTA แล้ว ภายใต้ในกรอบความตกลง ASEAN -จีน โดยดำเนินการร่วมกับจีนยกเลิกภาษีระหว่างกันก่อน (Early Harvest) ในสินค้าในพิกัด 07-08 (ผักและผลไม้) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 และร่วมกับประเทศ ASEANและจีนที่จะลดภาษีสินค้าในพิกัด 01-08 (ได้แก่ สัตว์มีชีวิต ประมง ธัญพืช ผักและผลไม้) ให้เหลือ 0% ในปี 2547-2549 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ส่วนสินค้าที่เหลือ รวมทั้งการค้าบริการ การลงทุน และกฎระเบียบต่างๆ จะเจรจาให้เสร็จภายในสิ้นปี 2547 เพื่อที่จะเป็น FTA โดยสมบูรณ์ภายในปี 2553 (อ้างอิง http://www.thaifta.com/…/Det…/mid/433/ItemID/64/Default.aspx)

11. ทักษิณไม่ได้เอื้อสายการบิน Air Asia เรื่องสายการบิน Low Cost มันเป็นกระแส และ เทรนด์ของโลก ประเทศไหนๆ ก็ทำกัน นายกทักษิณแค่มีวิสัยทัศน์จึงคิดว่าประเทศไทยก็ควรจะเปิดเสรีการบินด้วย โดยการบินไทยเองก็มี บริษัทลูก Low Cost Airlines อย่างไทยสไมล์ นกแอร์ ที่เป็นคู่แข่งกับ Air Asia แต่ต้องถามการบินไทย “ทำยังไงถึงได้ขาดทุนทุกสายการบิน” ? (อ้างอิง https://www.matichon.co.th/politics/news_1387257 )

12.ทักษิณเร่งแก้กฎหมายสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยต่อต่างชาติ เป็น 51 : 49 ให้เสร็จก่อน 2 วันเพื่อจะได้ขายหุ้นโทรคมนาคมให้เทมาเสก ข้อเท็จจริงคือ นายกทักษิณไม่ได้เร่งแก้ พรบ ให้เสร็จทันขายหุ้นภายใน 2 วัน หรือ มิได้เลื่อนการขายหุ้นให้อยู่หลังวันแก้ไข พรบ

แต่การแก้ไข พรบ เป็นเรื่องที่ดำเนินการมานานแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องทำ “ตามพันธะสัญญาที่มีต่อ WTO” ตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งต้องแก้ไข พรบ โทรคมนาคม ในปี 2549 ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แถลงไว้เมื่อปี 2543 ดังนี้ ...

ประเทศไทยเตรียมพร้อมสู่การเปิดเสรีโทรคมนาคมปี 2549 ภายใต้ฐานะสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ประเทศไทยมีพันธะ “ต้องเปิดเสรีโทรคมนาคมภายในประเทศ” ในเดือนตุลาคม 2542 (เลื่อนเป็นตุลาคม 2543) และ “เปิดเสรี โทรคมนาคมกับต่างประเทศในปี 2549” โดยกระทรวงคมนาคมได้จัดทำ แผนแม่บทการพัฒนากิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2540 เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานในการเตรียมความพร้อมสู่การเปิดเสรีโทรคมนาคม โดยการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) การแปรสภาพ ทศท. และ กสท. การดำเนินการแปรสัญญาร่วมการงาน (ข่าวเศรษฐกิจ -- พฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2543/ --ธนาคารแห่งประเทศไทย-สส-) อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/ryt9/242617

 

13.ข้อเท็จจริงเรื่องที่ดินรัชดา ศาลไม่ได้ตัดสินว่าคุณหญิงอ้อผิดเรื่องประมูลซื้อที่ โดยแต่แรก ที่ดินรัชดา (ซึ่งเป็นหนี้เน่าของ ปรส) ก็แทบไม่มีใครสนใจ เปิดประมูลครั้งแรกไม่มีใครมา ประมูลครั้งสองจึงมีคนมาแข่งกับคุณหญิงพจมาน การประมูลก็ดำเนินไปตามครรลอง คุณหญิงชนะประมูลไปในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด และสูงกว่าคู่แข่ง คุณหญิงจ่ายครบจบกระบวน ไม่มีอะไรผิดกติกา แต่ศาลตัดสินว่าทักษิณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิเซ็นอนุมัติให้ภรรยาประมูลซื้อที่ดินแข่งกับใคร ทั้งที่ก่อนจะเซ็นได้ถามกฤษฎีกาว่า “เป็นนายก” สามารถทำได้หรือไม่ เมื่อได้รับการยืนยันจึงเซ็นให้ (เหมือนที่ภรรยาคุณเนวิน ในฐานะนายก อบจ ถามกระทรวงมหาดไทยว่า ใช้งบ อบจ ขนคนไปดูฟุตบอลทีมบุรีรัมย์ของคุณเนวินสามีได้หรือไม่ มหาดไทย (ซึ่งตามศักดิ์แล้วต่ำกว่ากฤษฎีกา) บอกทำได้ ศาลยกฟ้องภรรยาคุณเนวิน แต่กรณีของนายกทักษิณกลับผิดม.157

14.ทักษิณไม่ได้ประกาศแก้ไขวันหยุดสิ้นปีให้เป็นวันทำการ เพื่อให้สามารถโอนที่ดินรัชดาได้ทันก่อนสิ้นปี ที่จะมีการบังคับใช้อัตราค่าโอนที่ดินใหม่ในปีถัดไป แต่วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ข้าราชการมีวันหยุดต่อเนื่องเพราะวันที่ ๓๑ธค เป็นวันพุธ วันที่ ๒ มค เป็นวันศุกร์ จึงให้วันพุธที่ ๓๑ ธค. เป็นวันทำงานเสีย แล้วประกาศให้วันที่ ๒มค เป็นวันหยุดแทน (สลับกัน) ข้าราชการก็จะได้วันหยุดต่อเนื่องพฤหัส ๑ธค ถึง อาทิตย์ที่ ๔มค. รวม ๔วัน แทนที่จะหยุดแค่ พุธ ๓๑ธค - พฤ ๑มค. ได้แค่สองวัน พอเจอศุกร์ ๒ มค ก็ลางานต่อ เพราะจะได้ต่อเนื่องเสาร์ อาทิตย์

ทั้งนี้มีมติ ครม ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ให้สลับวันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ เป็นวันทำงาน และให้วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๗ เป็นวันหยุด ซึ่งดำเนินการก่อนการประมูลรอบใหม่ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๖

อีกทั้งกฎหมายก็บังคับให้การโอนที่ดินต้องกระทำให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว จึงไม่มีเหตุผลใดที่นายกทักษิณจะต้องแก้ไขประกาศวันหยุดใหม่ เพื่อให้กรมที่ดินโดนที่รัชดาให้เสร็จก่อนสิ้นปี (อ้างอิง https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=2128663900780024&id=100009093048764)

15.การป้ายสีว่าทักษิณทุจริต/โกงทางนโยบายนั้น เกิดจากการเบี่ยงเบน และ เกมการเมืองที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาปั่นหัวประชาชนที่ไม่ได้ค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองจากหลากหลายแหล่งให้หลงเชื่อ แท้จริงแล้วนโยบายของทักษิณเป็นแบบ win-win situation หมายความว่า ทุกชีวิตที่อยู่ในประเทศไทย ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ประชาชนทุกอาชีพ, เจ้าของธุรกิจ, ข้าราชการ, ทหาร กระทั่งสถาบัน แต่มีกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ เช่น พ่อค้ายาเสพติด กลุ่มนายทุนบางกลุ่ม นักการเมืองคู่แข่ง นายพลฯ จึงร่วมมือกันกำจัดทักษิณให้พ้นหนทาง

เปรียบเทียบง่ายๆ รัฐบาลทักษิณมีฝ่ายค้าน ที่สามารถคานอำนาจในสภาได้ นอกสภา สื่อมวลชน และ ประชาชนสามารถจะตรวจสอบ วิจารณ์ ด่าทอ หรือ ขับไล่ ทักษิณได้ ในขณะที่รัฐบาลทหารที่มาจากการยึดอำนาจ ประชาชนไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าพวกเขาทำอะไร ไม่มีฝ่ายค้าน มีแต่พวกเขาทั้งหมด และไม่สามารถขับไล่พวกเขาไปไหนได้ เพราะมีกองทัพคอยหนุนหลัง

สิ่งที่กล่าวหาทักษิณ “สภาผัวเมีย” เราก็ได้เห็นแล้วว่ารัฐบาล คสช ที่ผ่านมาทำยิ่งกว่าด้วยซ้ำ คือ มีสภาเครือญาติ สังเกตจากนามสกุลที่ซ้ำๆ กันเข้าไปอยู่ในแม่น้ำ 5 สาย อาทิ วงษ์สุวรรณ, จันทร์โอชา, จาตุศรีพิทักษ์ ทนายวันชัย และ นายมีชัย ฤชุพันธ์คนร่างรัฐธรรมนูญ และ พวกที่ชี้นิ้วด่าว่าทักษิณสภาผัวเมีย ก็แต่งตั้งลูกเป็นผู้ช่วยทั้งคู่

แล้วใครจะขวางคณะรัฐประหารได้ ขณะนี้ก็สืบทอดอำนาจต่อเนื่องมาสู่ยุคที่สอง โดยการฉีกรัฐธรรมนูญแล้วร่างฉบับใหม่ เขียนนิรโทษกรรมให้พวกตนเอง (ทั้งๆ ที่กรีดร้องรับไม่ได้นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่ายเหมาเข่ง) รัฐธรรมนูญที่เอื้อฝ่ายตนเองตั้งแต่สูตรพิสดาร สส, ที่มาของ สว ผลัดกันจิ้มจากแม่น้ำ 5 สาย แต่ใช้งบประมาณถึง 1300 ล้านบาท (แม้ตอนหลังจะออกมาแก้ว่าใช้ไม่ถึงก็ตาม) และ อำนาจ สว ที่โหวตพวกตนเองได้

องค์กรอิสระที่มีแต่พวกตัวแต่งตั้งเข้ามาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ปปช สตง ที่ว่าเป็นคนดี ที่คอยหาข้อหาให้คนอื่น แต่ตัวเองก็ทำเรื่องฉาวโฉ่ไว้ อาทิ หญิงเป็ด สตง ที่โกงกระทั่งกฐิน - เบิกดะค่าใช้จ่ายที่ไปทอดกฐินสะสมบุญกุศลไว้ชาติหน้าของตนแท้ๆ

แม้แต้ "สุภา ปิยะจิตติ" คนที่คิดบัญชีกำไรขาดทุนโครงการจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ (ทั้งๆ ที่นโยบายสาธารณะจะคิดกำไรขาดทุนไม่ได้ ต้องใช้ผลสำเร็จทั้งภาพรวมโดยดูบัญชีประเทศทั้ง 8 ตัว) แต่สุภาคนนี้ก็มีรอยด่าง ตั้งแต่โดนร้องคดีทุจริตให้เช่าพื้นที่ข้างรถเมล์โฆษณา เปลี่ยนแปลงสัญญาฮั้วประมูลเอื้อเอกชน และ คดีสร้างหลักฐานพยานเท็จพร้อมติดสินบนพยาน “ปาล์มอินโด” ที่กำลังโด่งดังอยู ณ ตอนนี้ เป็นพยานหลักฐานชั้นดีที่รอการพิสูจน์ และ ชี้ขาดโดยศาลว่า (น่าจะ) “เลวร้ายกว่า” ทักษิณ และ รัฐบาลที่มาจากการเลือกของประชาชน

ถ้ายังคิดไม่ออก เอาง่ายๆ ถ้าทักษิณโกงนโยบายจริง ทำไมจึงสามารถใช้หนี้ IMF ได้ก่อนกำหนด ทำไมตั้งงบประมาณสมดุลได้ 2 ปีซ้อน ทำไมมีเงินให้พม่ากู้ ทำไมเศรษฐกิจยุคทักษิณจึงรุ่งเรือง ประชาชนกินดี อยู่ดี ชาวบ้านรักทักษิณไม่มีวันลืม

ในขณะที่ถ้ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารดีจริง เก่งจริง ทำไมเศรษฐกิจตกต่ำมาก ข้าวยากหมากแพง การโกงที่ว่าจะมาปราบก็กลับพุ่งขึ้นมาติดอันดับต้นๆ การปฎิรูปการเมืองคืออะไรที่ว่าจะมาทำ สิ่งที่ได้คือดูดนักการเมืองเดิมๆ คนเก่าเข้าไป

แล้วใครจะคอยขวางเผด็จการ ?

เห็นด้วยกับประโยคนี้ของนกหวีด “ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่ประชาชน ต้องมีความรู้ แล้วการจะมีความรู้ได้ ต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอในการประกอบการตัดสินใจเชื่อ" อย่างน้อยๆ ไม่ใช่การเขียนเลื่อนลอยมโนไปแบบในบทความที่นกหวีดพากันแชร์ต่อๆ กันไป (ตามลิงค์ด้านล่างนี้) บทความที่น่าเชื่อถือควรต้องมีแหล่งอ้างอิงข้อมูลให้ตรวจสอบค้นหาต่อได้

และเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “การเลือก สส. ตัวแทนประชาชน มารักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของพวกเรา” ซึ่งก็หาดูได้ในยุคนี้ ขณะที่พรรคเพื่อไทย ที่ทักษิณสร้างมากับมือ สมาชิกพรรค และ คีย์แมนประกาศสละทุกตำแหน่ง เพื่อให้ทุกพรรคมาร่วมด้วยช่วยกัน “สกัดการสืบทอดอำนาจเผด็จการ” แต่มี สส พรรคใดบ้างที่แย่งชามข้าวกันไม่จบสิ้นเกือบ 4 เดือน

แบบนั้นหรือที่ท่านเชื่อใจเขา ท่านเรียกพวกเขาว่าคนดี ท่านไว้ใจให้อำนาจของท่านตกไปอยู่ในมือเขา ???