การเมือง

ย้อนรอย 9 ปีเสื้อแดง “เผาบ้าน-เผาเมือง” ศาลยกฟ้องก่อการร้าย ปิดฉากคดีประวัติศาสตร์

14 สิงหาคม 2019

เป็นเวลา 9 ปีเต็มในคดี "ก่อการร้าย" ที่กลุ่มเแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โดนฟ้องกรณีฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวม 6 ข้อหา

ภายหลังอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นโจทย์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช.ตั้งแต่ปี 2553 จากเหตุชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ก.พ.-พ.ค.2553 เพื่อกดดันรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ลาออกจากนายกรัฐมนตรีพร้อมให้ยุบสภาทันที

 

กลายเป็น "ชนัก" ติดหลังแกนนำ "คนเสื้อแดง" รวม 24 คน ไล่ตั้งแต่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธ์ นพ.เหวง โตจิราการ ก่อแก้ว พิกุลทอง อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงขั้นตอนสืบพยานนัดสุดท้ายวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา จนถึงคำตัดสินของศาลอาญาพิพากษาในวันนี้(19 ส.ค.)

 

หากย้อนรอยเหตุการณ์ชุมนุมในครั้งนั้น ถือเป็นฉากใหญ่บนหน้าประวัติศาสตร์การสูญเสียทางการเมือง เป็นสถานการณ์ทางการเมืองที่ถูกพัฒนามาต่อเนื่อง ตั้งแต่เหตุการณ์ยึดรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 จนถึงการ "ดีลพิเศษ" ในปี 2551 เมื่อ "ภูมิใจไทย" สวิงขั้วไปจับมือ "ประชาธิปัตย์" ตั้งรัฐบาลแทน "พลังประชาชน" ที่ถูกศาลรัฐธรรนูญวินิจฉัยยุบพรรคจนสิ้นไป

 

ในครั้งนั้น "แกนนำ นปช." ได้นำผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวเข้ายึดสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน จนถึงแยกราชประสงค์ โดยเฉพาะเหตุการณ์วิปโยค "10 เม.ย.53" ซึ่งกำลังทหารได้เคลื่อนขบวนล้อมเตรียมเข้าควบคุมพื้นที่ชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 10 เม.ย. ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่"

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีการปะทะด้วยอาวุธหนักของทั้งสองฝ่ายที่บริเวณสี่แยกคอกวัว จนมีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและผู้ชุมนุมในค่ำคืน 10 เม.ย. จำนวนกว่า 20 คน บาดเจ็บมากกว่า 800 คน หนึ่งในผู้เสียชีวิตยังปรากฎชื่อ "เสธ.เป้า" พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ยศขณะนั้น) ถูกยิงจำนวนหลายนัด และนายฮิโระ มุระโมะโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ถูกยิงจนเสียชีวิตด้วย

 

จากนั้นเพียงไม่นาน แกนนำ นปช.ได้ย้ายเวทีปราศรัยจากสะพานผ่านฟ้า มาที่แยกราชประสงค์เพื่อตั้งเวทียึดศูนย์กลางการค้าเศรษฐกิจ ระดมการ์ดคนเสื้อแดงตั้งด่านตรวจเข้า-ออกรอบพื้นที่ ระหว่างนั้น "นายใหญ่" ทักษิณ ชินวัตร ยังได้วิดีโอสไกด์มาที่เวทีชุมนุมแทบทุกคคืน เพื่อปลุกมวลชนให้ยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาล "อภิสิทธิ์" โดยเฉพาะวลีที่ประกาศไว้ว่า "ถ้าเสียงปืนแตกเมื่อไหร่ ผมจะกลับไปหาพี่น้องแล้วพาเข้ากรุงเทพฯ"

 

ทว่า จากสถานการณ์ที่เริ่มขัดแย้งรุนแรงบานปลาย เริ่มมีกระแสกดดันให้รัฐบาลงัดไม้แข็งรีบดำเนินการกับผู้ชุมนุมเพื่อเรียกคืนความสงบในกรุงเทพฯ จนถึงการตัดสินใจเดินหน้าปฎิบัติการอีกครั้งในชื่อว่า "กระชับพื้นที่"

 

กำลังทหารหลายกองร้อย เริ่มเคลื่อนประชิดพื้นที่ราชประสงค์ตาม โดยมีคำสั่งให้จับกุมแกนนำนปช.ทั้งหมดให้เด็ดขาด ทำให้ในวันที่ 18 พ.ค.ถึงช่วงเช้า 19 พ.ค.2553 แกนนำ นปช.บางคนที่รู้ข่าวทหารเตรียมเข้าจับกุม ได้ "หลบหนี" ออกนอกพื้นที่ราชประสงค์ ลอยแพให้ผู้ชุมนุมอีกหลายชีวิตที่เวทีราชประสงค์ ต้องเอาตัวรอดจากการกระชับพื้นที่ด้วยตัวเอง !!

 

อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ศาลได้อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เมื่อเวลา 11.45 น. โดนศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีพยานใดยืนยันว่า การกระทำตามที่โจทก์นั้น นปช.คนใด ดำเนินการอย่างไรที่จะเป็นความผิดก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 , 135/2  ที่จะมีเจตนาพิเศษถึงขนาดเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพียงแต่นำสืบฟังได้ว่า "เป็นการชุมนุมทางการเมืองที่เป็นกรณีเกิดความขัดแย้ง ของการเมืองไทยมาตั้งแต่ก่อนปี 2548 ในช่วงของรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร"

 

นอกจากนี้ เคยมีกลุ่มพันธมิตรฯเคยชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองลักษณะคล้ายกัน ซึ่งการชุมนุม "นปช." ได้ประกาศเปิดเผยโดยชัดเจนมาตลอดว่า ได้ดำเนินการรวมตัวกันโดยสงบสันติและปราศจากอาวุธ วันที่เกิดเหตุการณ์ในแต่ละสถานที่นั้น ขณะที่หากมีการกระทำผิดเป็นรายบุคคลต้องพิจารณาดำเนินคดีเป็นรายๆ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา จึงยังไม่เพียงพอฟังได้ว่ากระทำผิด

 

เป็นบทสรุปจากเหตุการณ์ทั้งหมดในครั้งนั้น ที่ถูกบันทึกไว้บนความขัดแย้งทางการเมือง อีกหน้าหนึ่งประวัติศาสตร์ที่ไม่จางหาย