ภาพเป็นข่าว

เกษตรฯ เร่งดันโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง 60 บาทต่อกิโลกรัมเป็นวาระแห่งชาติ

13 สิงหาคม 2019 เวลา 21:56 น.
เปิดอ่าน 2

“เฉลิมชัย" เร่งเดินหน้าประะกันรายได้เกษตรกรสวนยาง 60 บาทต่อกก. รายละ 25 ไร่ ย้ำเป็นมาตรการระยะสั้น ช่วยเกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อนหนัก ล่าสุดเจรจากระทรวงคมนาคมนำยางพาราไปทำอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยทางถนน คาดดูดซับยางจากตลาดได้กว่าล้านตัน ส่วนระยะยาวจะทำให้ราคายางพาราไม่ต้องอิงตลาดซื้อขายล่วงหน้า แต่ต้องให้ไทยเป็นผู้กำหนดราคายางในฐานะผู้ส่งออกยางเป็นอันดับหนึ่งของโลก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมเกี่ยวกับมาตรการยกระดับราคายางพารา โดยมีปลัดกระทรวงเกษตร รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจและการเกษตร (สศก.) โดยนายเฉลิมชัยกล่าวว่า การแก้ปัญหานี้ต้องทำเป็นวาระแห่งชาติเนื่องจากมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า 1.3 ล้านราย สิ่งที่จะทำเป็นลำดับแรกคือ โครงการประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรสำหรับยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 60 บาท รายละ 25 ไร่ ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้น พร้อมกันนี้ได้เดินหน้าโครงการเพิ่มการใช้ยางพาราในภาครัฐ โดยล่าสุดกระทรวงคมนาคมตอบรับที่จะนำยางพาราไปทำเป็นหลักกิโลเมตรแผงกั้นถนน (Barrier) และอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศคาดว่า จะดูดซับยางออกจากตลาดได้ประมาณ 800,000 ตัน นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะร่วมมือในการนำยางพาราไปใช้ทำถนนในโรงพยาบาลและชุมชน รวมถึงปูพื้นสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นด้วยตัวหนอนยาง สำหรับกรมชลประทานนำยางพารามาทำฝายชะลอน้ำและแนวป้องกันวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ ประมาณการณ์ว่า จะเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศได้กว่า 1 ล้านตัน อันจะส่งผลให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้น

 

สำหรับยางพาราในสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางรวมกว่า 104,000 ตัน ทางกยท. เสนอให้นำไปทำผลิตเป็นล้อยางรถยนต์ใช้ในหน่วยราชการ รวมถึงจำหน่ายราคาถูกแก่เกษตรกรและบุคคลทั่วไป ทั้งยังสามารถดึงผลผลิตยางออกจากระบบด้วยเพราะต้องใช้ปริมาณยางมาผลิตเป็นล้อยางหลายแสนตัน

 

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือร่วมกันถึงการแก้ปัญหาการปลูกยางในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และที่สาธารณะซึ่งขัดต่อหลักขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกและส่งผลต่อราคายางซ้ำอีก ซึ่งกยท. ได้รวบรวมข้อมูลจำนวนเกษตรกรและพื้นที่เหล่านี้ไว้แล้ว ในการประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหายางพาราวันพุธหน้า (21 สิงหาคม) กยท. จะนำเสนอรายละเอียดแนวทางปฏิบัติ ยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างรอบคอบเนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการให้มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะอีกต่อไป

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังเห็นร่วมกันว่า สาเหตุที่ทำให้ราคายางพาราในตลาดโลกต่ำลง ไม่สอดคล้องกับปริมาณยางพาราในสต็อกของทั้งโลกยังเกิดจากว่า ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ชะลอการซื้อลงแล้ว บริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่ 5 บริษัท ขณะนี้มี 2 บริษัทที่หยุดซื้อจากเกษตรกร ในระยะยาวยังอาจมีปัญหาเพิ่มขึ้นเนื่องจากกลุ่มทุนจากจีนเข้ามาซื้อกิจการบางบริษัทไปแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเจรจาตกลงเกี่ยวกับการซื้อขายกิจการกัน โดยกยท. ต้องประมาณการณ์ได้ว่า หากดูดซับยางออกจากตลาดได้เป็นขั้นบันได ขั้นละ 100,000 ตันจะทำให้ราคายางขยับขึ้นเท่าไร จึงจะกำหนดมาตรการที่ชัดเจนได้ ทั้งนี้จะมีข้อสรุปทั้งหมดในการประชุมครั้งหน้า

 

 

“โครงการประกันรายได้เป็นมาตรการที่จะใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด เมื่อราคายางเกินกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัมจะหยุดทันทีเพื่อประหยัดงบประมาณ ส่วนโครงการเพิ่มการใช้ยางพาราในภาครัฐมั่นใจว่า ทำได้แน่นอน แม้รัฐมนตรีจะต่างพรรค แต่ทำงานในรัฐบาลเดียวกัน อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไขความเดือดร้อนของเกษตรกร ส่วนมาตรการระยะยาวนั้น ต้องหาแนวทางให้ให้ราคายางมีเสถียรภาพมากที่สุด ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ราคายางต้องไม่อ้างอิงตลาดล่วงหน้าได้แก่ ตลาดไซค่อมที่สิงคโปร์ ตลาดโตค่อมที่ญี่ปุ่น และตลาดเซี่ยงไฮ้ของจีน แต่ไทยต้องเป็นศูนย์กลางกำหนดราคายางของโลก เมื่อได้ข้อสรุปจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาทันที” นายเฉลิมชัยกล่าว

 

ทั้งนี้ กยท. ได้รายงานเบื้องต้นว่า ได้สำรวจพื้นที่ที่จะเข้าโครงการประกันรายได้ 11 ล้านไร่ ซึ่งจะไปตรวจสอบข้อมูลจำนวนเกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลืออีกครั้ง โดยการจ่ายส่วนต่างจากการประกันรายได้จะจ่ายแก่เจ้าของสวนยางพารา ส่วนการแบ่งสัดส่วนให้แก่ผู้รับจ้างกรีดเชื่อว่า เจ้าของสวนยางจะตกลงกับผู้รับจ้างกรีดได้เนื่องจากที่ผ่านมามีการแบ่งสัดส่วนกันตลอดที่รัฐออกมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งจะกลับไปกำหนดแนวทางการจ่ายเงินแก่เกษตรกรให้รอบคอบ เมื่อครม. อนุมัติงบประมาณแล้ว จะได้โอนเงินให้เกษตรกรได้เร็วที่สุด