Editor-talk

ความขัดแย้งในกมธ.

3 พฤศจิกายน 2019 เวลา 10:35 น.
เปิดอ่าน 5499

เกิดความขัดแย้งในกรรมาธิการฯเพราะมีสส.เห็นว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้เป็นเวทีกลั่นแกล้งนายกฯ

น่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องสำหรับคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน

 

หากจะใช้เวทีกรรมาธิการฯเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลใดหรือเพื่อแก้แค้นกันทางการเมือง

 

วัตถุประสงค์ของการมีคณะกรรมาธิการฯของสภา ก็เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยเสนอแนะและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็น

 

จึงเป็นเหตุผลที่มีคณะกรรมาธิการฯชื่อคล้ายๆกับกระทรวงต่างๆ

 

นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมาธิการฯที่มีชื่อคล้ายองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้ทำหน้าที่คู่ขนานกันไป

 

ภารกิจของกรรมาธิการฯคือรับเรื่องร้องเรียนจากสส. จากประชาชน แล้วทำการสอบสวน ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบเรื่องใดเสร็จ แล้วเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงฯหรือหน่วยงานไหน ก็ส่งผลการสอบสวนให้หน่วยงานนั้นดำเนินการ

 

ส่วนหน่วยงานนั้นจะดำเนินการอะไรหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของเขา กรรมาธิการฯไม่มีสิทธิ์ไปบังคับ

 

ในอดีตเวลากรรมาธิการฯเชิญรัฐมนตรี หรือข้าราชการผู้ใหญ่มาให้ข้อมูล มักไม่ได้รับความร่วมมือ เช่นนี้เลยมีกฎระเบียบออกมาเพื่อให้รัฐมนตรีหรือข้าราชการให้ความร่วมมือ

 

แต่ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กรรมาธิการฯกลั่นแกล้ง บุคคลอื่น ก็มีกฎเอาไว้เหมือนกัน เหมือนที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า

 

ระวังกรรมาธิการจะติดคุกเสียเอง มีวิวาทะระหว่างกรรมาธิการปปช.ของพลตำรวจเอกเสรีพิสุทธ์ ว่า หากมีการเชิญนายกรัฐมนตรี(พลเอกประยุทธ์) มาชี้แจงแล้วนายกรัฐมนตรีไม่มา ตามมาตรา 13 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 5,000 บาท

 

 

แต่กรรมาธิการคงอ่าน พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพ.ศ.2554 ไม่ครบ ในมาตรา 12 ของพรบ.นี้ ระบุโทษของกรรมาธิการเอาไว้ว่า หากกรรมาธิการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น แกล้งเชิญเขามาโดยไม่มีเหตุผล กรรมาธิการก็มีโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นว่ากฎหมายลงโทษกรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไว้หนักกว่าโทษผู้ไม่มาชี้แจงโดยไม่มีเหตุผลเสียอีก

 

มองอย่างเป็นธรรม หากรรมาธิการฯจะเรียกใครมาสอบก็ต้องมีประเด็นที่ตรงกับ งานของกรรมาธิการฯแต่ละคณะด้วย เช่น กรรมาธิการฯพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เรียกนายกฯประยุทธ์ กับ รองนายกฯประวิตร มาสอบเรื่องการถวายสัตย์ฯ

 

สังคมก็เกิดคำถามว่า มันเกี่ยวกับ การทุจริตตรงไหน และการถวายสัตย์ฯก็จบไปแล้ว มีการยื่นญัตติในสภา นายกฯมอบหมายให้ รองวิษณุ เครืองาม ไปตอบแล้ว

 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังเคืองแค้นอะไรอีกจึงจะเรียกมาสอบทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกันเลย รอให้ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร มีเรื่องร้องเรียนว่าทุจริตก่อนสิ ค่อยเชิญมาสอบ

 

ประธานชวน หลีกภัย ยังบอกว่า คนเรียกต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ใช่เรียกเปะปะ

 

ถ้าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทำเช่นนี้ จะทำให้ระบบของคณะกรรมาธิการฯที่เขาวางเอาไว้ดีแล้ว เสียหาย ความไม่น่าเชื่อถือจะเกิดตามมา ต่อไปจะเรียกใครมาสอบเขาก็จะไม่มา กรรมาธิการฯก็จะไม่ได้รับความร่วมมือ

 

มันเสียหายต่อกรรมาธิการฯคณะอื่นที่เขาดำเนินการโดยสุจริตไม่มีนอกมีใน

 

 

เมื่อทำอะไรที่ไม่ถูกต้องความขัดแย้งก็ตามมาเพราะสส.สงขลา พรรค พลังประชารัฐ นายพยม พรหมเพชร ในฐานะกรรมาธิการการฯเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถึงกับประกาศลาออกเพราะทนพฤติกรรมไม่ไหว

 

ความเป็นผู้ใหญ่ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่เหลือให้เคารพ เพราะเมื่อมีข่าวว่า พลังประชารัฐ จะส่ง สิระ เจนจาคะ สวส.กทม. มาเป็นกรรมาธิการฯแทน

 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังประกาศว่าจะตรวจสอบ สส.สิระ ด้วย ข้อหาไปกร่างใส่ตำรวจที่ภูเก็ต ไปๆมาๆดูแล้วเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าสวยงามสำหรับการทำหน้าที่สส.สมัยแรกเอาเสียเลย

 

ที่ชื่อกรรมาธิการฯชุดนี้ ว่าปราบปรามการทุจริต น่าจะเข้ากับประเด็นที่ว่าหากมีคนร้องให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่าเอาเงินมาจากไหน 30 ล้านบาทให้กู้ยืม และมีเงินมากขนาดนั้นทำไมไม่ซื้อรถใช้เอง ทำไมยืมรถบริษัทเอกชนมาใช้ตั้งหลายปี

 

นี่น่าสอบมากกว่าเรื่องถวายสัตย์ฯนายกฯลุงตู่เสียอีก หรือว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์แน่จริง ก็ยื่นให้กรรมาธิการฯสอบตัวเองเป็นตัวอย่างแสดงความโปร่งใสให้ดูหน่อย

 

คนจะได้สรรเสริญมากกว่า