การเมือง

“เอาแบบไหน “ช่อ” VS “บี” ผุดศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์ฉบับลูกผสม

14 สิงหาคม 2019

"พรรณิการ์"สอนเชิง "พุทธิพงษ์" ผุดศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมยึดหลักคู่มือเฟคนิวส์ยูเนสโก

 

“ประเหมาะเสียเหลือเกิน”  หลังจาก พล.อ.อภิรัชต์  คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)  ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ วิเคราะห์ ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ใช้สื่อโซเชียลโฆษณาชวนเชื่อให้คนรุ่นใหม่ไหลหลง รวมไปถึงการโจมตีสถาบันควบคู่ไปกับหาเสียงเพื่อส่งคนเข้าสภาหวังยึดกุมอำนาจรัฐ เหมือนเรากำลังเผชิญ"สงครามลูกผสม"

 

แม้ไม่ได้ระบุชัดเจน ”พรรคการเมืองเกิดใหม่”คือพรรคใด แต่สำหรับ  “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่(อนค.)  ก็ได้ออกมาแถลงข่าวทันควัน โดยพาดพิงแนวคิดของ “บิ๊กแดง” ว่า อันตรายคล้ายยุคก่อนเกิด 6 ตุลา2519 ที่มีการปล่อยข่าวสร้างความเข้าใจผิดจนเกิดการนองเลือด

 

“สิ่งที่ท่านพูดอยู่เสมอ ว่าพวกปล่อยข่าวปลอมเป็นผู้ไม่หวังดี ทำลายชาติบ้านเมือง ล้วนแต่เป็นการตอบแบบกำปั้นทุบดิน เพราะทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าผู้ปล่อยข่าวปลอมไม่ใช่ผู้หวังดีและเป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง ประชาชนไม่ได้ต้องการรับรู้เรื่องนั้น”

 

“เราคาดหวังให้ผู้บริหารประเทศออกมาพูดว่าจะจัดการกับเรื่องเหล่านั้นอย่างไรต่างหาก จัดการให้ประชาชนเชื่อได้ว่าท่านไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อประชาชน เลิกการพูดแบบกำปั้นทุบดินแบบนี้ได้แล้ว แล้วบอกประชาชนว่าจะจัดการอย่างไร อย่าให้ประเทศไทยเดินไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 หรือพฤษภา 35 ที่ข่าวปลอมทำให้คนลุกขึ้นมาฆ่ากันโดยที่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ อย่าให้ไปถึงขั้นนั้นเราค่อยได้รับรู้ว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร” พรรณิการ์  กล่าว

 

ขณะที่ผู้ถือครองอำนาจรัฐพยายามให้คำนิยาม ” เฟคนิวส์ “  คือการปล่อยข่าวทำลายล้างรัฐบาล  ก็ยิ่งทำให้ พรรณิการ์  วานิช  จำเป็นต้องออกมาติดตามความคืบหน้าในการตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตามที่เคยเรียกร้องผ่านพุทธิพงษ์ ปุณกัณต์ รมว. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี )   

 

โฆษกพรรคอนาคตใหม่   เรียกร้องว่า การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ควรที่จะยึดหลักสากลตามคู่มือของ UNESCO ที่เพิ่งเผยแพร่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานมานี้  และได้รับการยอมรับนับถือว่ามีความเป็นกลาง เป็นวิชาการ และมีความเป็นสากล

 

คู่มือต้านเฟคนิวส์ฉบับ UNESCO เป็นอย่างไร

 

 

ประเด็นที่ ยูเนสโก พยายามนำเสนอ  คือไม่ควรที่จะให้รัฐเข้ามาเป็นผู้จัดการข่าวปลอมโดยลำพัง เพราะจะนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่าการมี “กระทรวงสัจจะ” หรือ “กระทรวงความจริง” (Ministry of Truth) ขึ้นมา

 

 เพราะหากให้รัฐเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินและควบคุมว่าข่าวใดจริงหรือปลอม จะมีความเสี่ยงอย่างสูงที่รัฐจะใช้อำนาจในทางมิชอบไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ และไปตัดสินว่าข่าวใดจริงหรือปลอมโดยอิงกับผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

 

เช่น ถ้าเกิดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รัฐบาลอาจออกมาบอกได้ว่านี่คือข่าวปลอมทั้งๆที่เป็นเรื่องจริง

 

พรรณิการ์ ฝากไปถึง เจ้ากระทรวงดีอี ที่กำลังปลุกปั้นศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมขอให้กระทรวงฯ ศึกษาคู่มือของ UNESCO นี้ให้ถ่องแท้ เพื่อให้การทำงานของศูนย์โปร่งใส เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับสากลจริงๆ

 

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่กี่วันมานี้   พุทธิพงษ์ ปุณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี )  เปิดเผยรูปแบบคร่าวๆของ ศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์เซ็นเตอร์  

 

การเปิดเผยอย่างปัจจุบันทันด่วนของพุทธิพงษ์ เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์การตอบโต้กันระหว่าง ปารีณา ไกรคุปต์  ส.ส.พลังประชารัฐ กับ “ช่อ” พรรณิการ์ จนกลายเป็นคดีความ จากกรณีปารีณาโพสต์ภาพ พรรณิการ์ ถ่ายภาพกับผู้ต้องสงสัยเหตุระเบิดป่วนกรุง ทำให้"ช่อ" ต้องฟ้องร้อง

 

ฝ่ายปารีณา ก็บอกว่า  เพจที่”ช่อ"นำมาฟ้องร้องเป็นเพจปลอม หรือเฟคนิวส์ จึงทำให้”พุทธิพงษ์”  รับลูกในการตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม   

 

พุทธิพงษ์ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารมาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการบ้างแล้ว เพื่อที่จะจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

 

แนวคิด ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมดังกล่าว  เขาไม่ปรารถนาให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงดีอี  โดยต้องการให้หน่วยงานอื่นที่คล่องตัวมากกว่า  บางประเทศเป็นองค์กรกลางขึ้นมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน ภาคประชาชน เข้ามามีส่วน ไม่อย่างนั้นคนจะมองว่าภาครัฐใช้อำนาจ อาจไม่โปร่งใสและไม่เป็นกลาง

 

“อยากให้ประชาชนอดใจรออีกนิด อาจตั้งได้ก่อน 3 เดือนก็ได้ โดยภายใน 10 วันนี้ อาจได้เห็นความคืบหน้ารูปแบบก่อนเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ อย่างช่องทางการตรวจสอบที่ประชาชนสามารถส่งข้อมูลหรือเข้ามาตรวจสอบ ผ่านระบบต่างๆ อาทิ เพจเฟซบุ๊กหรือไลน์ ซึ่งอยู่ระหว่างทำโปรแกรม” พุทธิพงษ์ กล่าว

 

พุทธิพงษ์ กล่าวว่า   นายกฯได้ย้ำให้หาทางแก้ไข หาหน่วยงานที่มีความรู้ และมีสายข่าวหลายๆกลุ่มมาช่วยกัน โดยเฉพาะต้องเน้นให้ความรู้กับเยาวชนให้มากๆไม่ปล่อยให้สร้างความเข้าใจที่ผิดๆ

 

“อย่างยุโรปถึงขั้นมีการกำหนดหลักสูตรสอนให้เยาวชนรู้จักวิเคราะห์ มีสติก่อนเชื่อก่อนแชร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป เพราะการสร้างข่าวที่ไม่จริงบ่อยๆ โดยที่ใครอยากพูดอะไรก็ได้โดยไม่มีใครรับผิดชอบ ถ้าเชื่อกันไปหมดก็จะกระทบทุกมิติ ไม่ใช่แค่การเมืองเท่านั้น ทั้งความมั่นคง ความสามัคคี ความคิด ความอ่านของประชาชน “

 

 ฉนั้น แนวคิด “ศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์ ”ในมุมของพุทธิพงษ์ จะตรงแนวกับ “ คู่มือต้านข่าวปลอม ฉบับ UNESCO“  ตามที่ “ช่อ” พรรณิการ์  เสนอหรือไม่   อีกไม่นานก็จะได้เห็น