วิเคราะห์ประเด็นร้อน

‘พลังประชารัฐ’ จัดระเบียบใหม่ ดัน ‘บิ๊กป้อม’ ปราบพยศ-อุ้มรัฐบาลอยู่ยาว

14 สิงหาคม 2019 เวลา 05:00 น.
เปิดอ่าน 3

สถานการณ์ของรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐกำลังเผชิญกับมรสุมรอบด้านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ล่าสุดที่เพิ่งพลาดท่าให้กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ภายหลัง สส.พรรคร่วมรัฐบาล แพ้โหวตในระหว่างการพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 9 ว่าด้วยการกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรให้ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง

แม้ฝั่งสส.พรรคร่วมรัฐบาลจะออกตัวไม่ได้เป็นการโหวตแพ้ฝ่ายค้าน เพราะโหวตแพ้ให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ แต่ปฏิเสธไม่ได้การโหวตแพ้ในลักษณะนั้นส่งผลให้รัฐบาลเสียรังวัดไปพอสมควร

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าการกุมเสียงในพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน

 

ปัจจัยหนึ่งส่งผลให้รัฐบาลกำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคพลังประชารัฐเองยังขาด ‘ผู้มีบารมี’ เข้ามาจัดการภายในพรรค

 

เมื่อกลับไปพิจารณาโครงสร้างของพรรคพลังประชารัฐ ทั้งหัวหน้าพรรค และ เลขาธิการพรรค ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนใหญ่เป็นร่างทรงของผู้มีบารมีตัวจริงเท่านั้น ในทางกลับกันผู้มีอำนาจตัวจริงไม่ว่าจะเป็น ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ ‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ รองนายกฯ ยังไม่ได้เข้ามาบริหารจัดการภายในพรรคอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก

 

เรียกได้ว่า ‘บิ๊กตู่’ และ ‘บิ๊กป้อม’ เล่นบทผู้มีบารมีนอกพรรคมากกว่า

 

ทั้งนี้ ธรรมชาติของการบริหารจัดการพรรคการเมืองที่มีสส.ระดับ 100 คนขึ้นไป จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ผู้มีอำนาจตัวจริงเข้ามาดำเนินการ

 

อย่างเช่นกรณีของพรรคไทยรักไทยที่ไม่ว่า ‘วัง’ ไหนจะมีสส.มากเท่าใด แต่ทั้งหมดต้องอยู่ใต้ปีก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ แต่เพียงผู้เดียว โดยทักษิณจะเข้ามาเป็นผู้ประสานงานกับหัวหน้ากลุ่มด้วยตัวเอง

 

เมื่อทักษิณลงมาเล่นเอง แน่นอนว่าบรรดาสส.หรือหัวหน้ากลุ่มต่างๆย่อมต้องมีความเกรงใจ จึงไม่แปลกที่ปีแรกในการเป็นรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยจะอยู่ได้ครบ 4 ปี (พ.ศ.2544-2548) และก้าวสู่การเป็นรัฐบาลสมัยที่สองในฐานะรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งไม่มีพรรคการเมืองใดเคยทำได้มาก่อน

 

พรรคพลังประชารัฐในวันนี้แทบจะไม่มีความแตกต่างจากพรรคไทยรักไทยในวันนั้น อย่างการมีสส.ระดับร้อยคนขึ้นไป และมีกลุ่มก๊วนเล็กใหญ่ไม่ต่างกัน เพียงแต่พรรคไทยรักไทยมีผู้นำหมายเลขหนึ่ง ผิดกับพรรคพลังประชารัฐที่ไม่มีผู้มีบารมีตัวจริงเข้ามาบริหารพรรคเอง

 

การเป็นพรรคที่ไร้ผู้นำตัวจริงของพรรคพลังประชารัฐนั้นจริง ๆได้ปรากฏให้เกิดปัญหามาแล้ว ดังจะเห็นได้จากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่ ‘กลุ่มสามมิตร’ เคยก่อหวอดไล่ ‘สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์’ พ้นจากเลขาธิการพรรค เพราะไม่พอใจกับการจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง

 

โชคดีที่สถานการณ์ยังไม่บานปลายมากนัก เนื่องจากมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้ามาเป็นมือประสานสิบทิศ ซึ่งเสมือนเป็นนอมีนีของทั้ง ‘บิ๊กตู่’ และ ‘บิ๊กป้อม’ ทำให้คลื่นลมภายในพรรคสงบลงไปพอสมควร แต่ในระยะยาวใครจะไปรู้ว่าธรรมนัสจะเอาอยู่หรือไม่

 

 

ด้วยเหตุนี้เอง ถึงเวลาแล้วที่ระหว่าง ‘บิ๊กตู่’ หรือ ‘บิ๊กป้อม’ ควรมีใครสักคนเข้ามานั่งกุมบังเหียนพรรคอย่างเป็นทางการเสียที

 

เริ่มจากพล.อ.ประวิตร ที่เข้ามาเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ด้วยบารมีและอำนาจของพล.อ.ประวิตร ที่มีอยู่ในขณะนี้น่าจะเพียงพอต่อการประคับประคองพรรคให้อยู่รอด ท่ามกลางสถานการณ์ของพรรคที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก

 

โดยการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 13 ส.ค. นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ระบุ ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค มีมติเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร หลังจากก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร ได้ตอบรับคำเชิญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

"พล.อ.ประวิตร จะพิจารณาเลือกคณะกรรมการด้วยตัวเอง เบื้องต้น จะมีโครงสร้างบุคลากรประมาณ 15 คน ประกอบด้วย รองประธานยุทธศาสตร์ เลขานุการ รวมถึงคณะทำงานแต่ละฝ่าย การที่พลเอกประวิตร มาเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค จะทำให้การทำงานของพรรคเป็นเอกภาพ เพราะท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในพรรค" นายวิเชียร กล่าวอย่างมั่นใจ

 

ที่สำคัญ โครงสร้างคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พล.อ.ประวิตร เตรียมพิจารณาบุคคลที่จะมาอยู่ในตำแหน่งต่างๆด้วย อาทิ  นายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท มาเป็นรองประธานยุทธศาสตร์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขานุการคณะกรรมการ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ สส.ราชบุรี รับผิดชอบด้านการชี้แจงตอบโต้ประเด็นที่พรรคถูกโจมตี, น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ รับผิดชอบด้านประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

 

เมื่อพล.อ.ประวิตร เข้ามามีตำแหน่งและเข้ามาทำงานกับพรรคตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. แม้จะเป็นตำแหน่งที่ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่การที่สส.ได้เห็นบิ๊กป้อมมานั่งหัวโต๊ะแน่นอนว่าบรรดากลุ่มสส.ต่างๆย่อมต้องเกรงใจ

 

แต่หากถึงที่สุดแล้ว สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ย่อมมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวหัวหน้าพรรคมาเป็น ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ แม้ในส่วนลึกแล้วบิ๊กตู่ไม่อยากเปลืองตัวก็ตาม