วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ส่องกลยุทธ์แก้ รธน. เพื่อไทย-อนาคตใหม่ แยกกันเดินรวมกันตี

13 สิงหาคม 2019

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในประเด็นที่ทั้ง ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคอนาคตใหม่’ พยายามหยิบยกขึ้นมาให้สาธารณะได้ร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์

ตลอดกว่า 2 เดือนมานี้ทั้งสองพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงรวมกันเกิน 200 เสียงได้แสดงท่าทีต่อสังคมว่ารัฐธรรมนูญมีจุดบกพร่องอย่างไรบ้าง แต่ดูเหมือนช่วงแรกการผนึกกำลังของฝ่ายค้านยังไม่เป็นเอกภาพเท่าใดนัก

 

สาเหตุหนึ่งมาจากการที่พรรคอนาคตใหม่ออกตัวแรงก่อนพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ด้วยการเผยแพร่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีเนื้อหา คือ การยกเลิกการมีวุฒิสภาจากระบบสรรหา และให้กลับระบบการเลือกกันเองของผู้สมัครสว.ตามกลุ่มวิชาชีพระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ

 

ปรากฏว่าการเปิดตัวร่างแก้ไขรัฐธรมนูญดังกล่าวของพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้สร้างกระแสทางการเมืองอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ส่วนหนึ่งเพราะถูกมองว่าพรรคฝ่ายค้านให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการช่วงชิงอำนาจมากกว่าการเร่งรัดให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจให้กับประชาชน

 

การตัดหน้าของพรรคอนาคตใหม่ด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญออกมาก่อน ทั้งๆที่ควรดำเนินการในนามพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงเป็นที่มาของการส่งสัญญาณของพรรคเพื่อไทยในฐานะพี่ใหญ่ของฝ่ายค้านในทำนองว่า “ควรจะรอกันก่อน” เพราะกระแสสังคมยังไม่ได้เรียกร้องให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญมากนักเมื่อเทียบกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง

 

ในมุมของพรรคเพื่อไทยเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเกมที่ยังต้องสู้กันอีกยาว และจำเป็นต้องอาศัยกระแสสังคมช่วยกดดันด้วย เพื่อให้วุฒิสภาเข้ามาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากไปเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกระบบสว.สรรหาก่อน ระยะยาวย่อมไม่อาจมีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอย่างแน่นอน

 

จากสถานการณ์ที่ตกเป็นรองของฝ่ายค้านทำให้ต้องกลับมาจูนเครื่องกันใหม่ จึงเป็นที่มาของหลักการสำคัญของพรรคฝ่ายค้าน คือ “ต้องการสื่อสารกับสังคมให้ตรงกัน” โดยมีด้วยกัน 3 ประเด็น

 

1.ความสัมพันธ์กันระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปากท้องของประชาชน ทั้งสองพรรคพยายามบอกกับสังคมไปในทำนองเดียวกันว่าทั้งสองเรื่องสามารถไปด้วยกันได้ โดยการชี้ให้เห็นว่ามีองค์กรที่รับผิดชอบเป็นเอกเทศซึ่งกันและกัน

 

โดยจะเห็นได้ทั้ง ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ ‘วัฒนา เมืองสุข’ แกนนำของพรรคเพื่อไทย บอกตรงกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญและปากท้องทำไปพร้อมกันได้โดยไม่มีปัญหา รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารก็ดำเนินการไปตามนโยบาย ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นองค์กรหลักในการทำหน้าที่พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่ทั้งสองพรรคยังไม่ได้อธิบายกับสังคมในแง่มุมนี้เท่าใดนัก

 

2.เนื้อหาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ออกตัวไปก่อนว่าจะต้องล้างระบบสว. สรรหาก่อนเป็นสำคัญ แต่ระยะหลังมานี้พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เน้นในประเด็นนี้มากนัก ในทางกลับกันได้เสนอแนวคิด “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ สสร. พร้อมกับการให้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 เป็นต้นแบบ

 

การสื่อสารของพรรคอนาคตใหม่นั้นเริ่มสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยที่ล่าสุดเสนอแนวคิดการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกัน โดยให้มีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กำหนดระยะเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใน 240 วัน และให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหนึ่งคณะจำนวน 29 คน

 

แบ่งเป็น สสร.15 คน ส่วนอีก 14 คนจะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 5 คน รัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน และ ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 4 คน เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้สภาร่างรัฐธรรมนูญและทำประชามติเพื่อให้ประชาชนให้ความเห็นชอบ

 

พรรคเพื่อไทยยืนยันหนักแน่นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แก้ไขเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น แต่จะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

 

ขั้นตอนจะเริ่มจากให้สส.ของฝ่ายค้านเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญให้ได้หนึ่งในห้า หรือ 100 คนจากสส.ทั้งหมด 500 คน เพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งจะเป็นการแก้ไขเพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนเนื้อหาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับบใหม่จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสภาร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต

 

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรดำเนินการออกแบบใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่การแก้ไขเป็นรายมาตรา เพราะการแก้ไขเป็นรายมาตราเป็นไปได้ยาก อีกทั้งการแก้ไขประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็อาจจะต้องไม่สอดคล้องกันทั้งหมด ซี่งแนวทางนี้พรรคเพื่อไทยจะเสนอต่อพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อไปท่าทีของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. จาก โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านยุทธศาสตร์นโยบายและแผน 

 

3.การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พรรคอนาคตใหม่ได้เริ่มไปล่วงหน้าแล้วในแนวคิด "จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน" เป็นกิจกรรมที่ต้องการสร้างรูปแบบธงเขียวที่เคยนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 เรียกได้ว่าพรรคอนาคตใหม่อยากเดินตามรอยการปฏิรูปการเมืองครั้งนั้นก็ว่าได้

 

พรรคเพื่อไทยก็เตรียมจัดเวทีในทำนองเดียวกัน และอาจจะไปร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ในบางครั้ง เพียงแต่รอการหารือเป็นการภายในให้ชัดเจนอีกครั้ง

 

ทั้งหมดนี้ ถ้าจะเรียกว่าเป็นการกลับมาผนึกกำลังสู้ร่วมกันของฝ่ายค้านก็คงไม่ผิดนัก เพราะศึกการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่ง่ายและอาจใช้เวลามากกว่าที่คิด ดังนั้น การจับมือแยกกันเดินและร่วมกันตี อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด