วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ส่องแผนแก้เกม "เสียงปริ่มน้ำ" เปิดไพ่ลับอุดรอยรั่ว-ประสานรอยร้าว

12 สิงหาคม 2019

กลายเป็นอีกหนึ่งรอยร้าวใหญ่ภายในเสียงพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ "มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ประกาศตัดขาดขอถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

ร้อนไปถึง "เสียงปริ่มน้ำ" ในสภาฯ ที่ยังสั่นคลอนต่อท่าที "มงคลกิตติ์" เพราะตัวเลข ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ยังแตะที่ "254" เสียง หาก 5 เสียงจาก 5 พรรคเล็กต้องหายไปจริง เสียงพรรคร่วมรัฐบาลจะเหลือเพียง 249 เสียงสุ่มเสี่ยงไม่ถึงเพดานกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 เสียง พร้อมจะแพ้โหวตผ่านกฎหมายได้ทุกเมื่อ

 

ตัวอย่างเด่นชัดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ก่อน จากวาระพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุม แต่ช่วงการลงมติเรื่องอำนาจหน้าที่ประธานสภาปรากฏว่า เสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล "เห็นด้วย" ไม่ให้แก้ไขข้อบังคับมี 204 เสียง แพ้เสียง ส.ส.ฝ่ายค้านที่ "ไม่เห็นด้วย" ให้แก้ไขข้อบังคับ 205 เสียง ทำให้นาทีนั้นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะ "พลังประชารัฐ" ในฐานะเจ้าภาพหลักดึงเสียงพรรคเล็กมาร่วมรัฐบาล ต้องเริ่มกุมขมับกับ "สัญญาณเตือน" กับเสียงที่หายไปของพรรคร่วมครั้งนี้

 

ทำให้ฝั่งรัฐบาลจะใช้เคสนี้ "ขันน็อต" การทำหน้าที่ส.ส. โดยกำชับให้นั่งอยู่ในห้องประชุม และตื่นตัวทุกครั้งถึงแม้จะอยู่นอกห้องประชุม ต้องคอยฟังสัญญาณเสียงที่ประธานสภาฯ กดให้สมาชิกมาลงมติในที่ประชุม ขณะเดียวกัน "วิรัช รัตนเศรษฐ" ประธานวิปรัฐบาล จะระดมส่งไลน์แจ้งเตือนกับสมาชิกทั้งหมดให้รีบเข้าห้องประชุมในช่วงลงมติ "ออกเสียง" ที่สำคัญการพิจารณากฎหมายสำคัญ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลจะขาดประชุมไม่ได้เด็ดขาด

 

ส่วนอีกด้านแกนนำพลังประชารัฐ ซึ่งไล่เคลียร์กับพรรคเล็กจบแล้ว โดยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ กับ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ไปเป็น "กาวใจ" เพื่ออุดรอยรั่วประสานรอยร้าวเสียงพรรคร่วม ตั้งแต่เสร็จการประชุมช่วงเย็นวันที่ 8 ส.ค. โดยรับปากกับพรรคเล็กจะได้โควต้าตำแหน่งในคณะกรรมาธิการ และตำแหน่งข้าราชการการเมืองเพื่อเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์นี้

 

แต่ประเด็นที่สะเทือนรัฐบาลมากกว่าพรรคเล็กนั้น ยังอยู่ที่สัญญาใจให้รัฐมนตรีมีต้องลาออกจาก ส.ส.เปิดทางบัญชีลำดับถัดไปเลื่อนเป็นส.ส.แทน แต่ถึงนาทีนี้ฝั่งมีรัฐมนตรี"พลังประชารัฐ" 5 คนยังจับมือกันเหนียวแน่น ไม่ออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 1.พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลฯ 2.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ 3.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรมว.อุตสาหกรรม 4.สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง 5.สมศักดิ์เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม

 

ส่วนฝั่ง "ประชาธิปัตย์" ยังมีชื่อ "จุติ ไกรฤกษ์" รมว.การพัฒนาสังคมฯ ส่วน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว

 

ประเด็นจึงอยู่ที่ความเป็นรัฐมนตรีหากถูกปรับพ้น ครม.เมื่อไหร่ จะ "ขาลอย" ความเป็น ส.ส.ทันที ทำให้ทุกวันพุธ-พฤหัส กลุ่มรัฐมนตรีทีเป็นส.ส.ต้องวิ่งเข้าสภาฯ ทุกครั้งในภาวะเสียงฝั่งรัฐบาลกระท่อนกระแท่น เพราะสถานะ "รัฐมนตรีควบ ส.ส." ไปคาบเกี่ยวกับงานฝ่ายบริหาร จะเดินคู่ขนานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ หากสัปดาห์ไหนรัฐมนตรีติดภารกิจงานราชการเข้าประชุมสภาไม่ได้ ปัญหา "เสียงปริ่มน้ำ" จะกลับมาเล่นงานรัฐบาลเพราะฝ่ายค้านจ้องเล่มเกม "นับองค์ประชุม" ได้ทุกเมื่อ

 

จากนี้จะเริ่มมีร่างกฎหมายสำคัญๆ โดยเฉพาะงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.22 ล้านล้าน ตามปฏิทินจะเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ วันที่ 17 ต.ค.2562 หากเสียงรัฐบาลยังอยู่ "คาบเส้น" มีโอกาสจะโดนฝ่ายค้านเล่นงานได้ทุกนาที

 

แต่จากข้อเสนอ "ไพบูลย์ นิติตะวัน" หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป เคยจุดพลุไว้เป็นตัวช่วยรัฐบาลไว้แก้เกมการโหวตลงมติกฎหมาย จากข้อความในวรรคสองของมาตรา 270ได้ระบุไว้ว่า "ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา" เรียกง่ายๆว่า มาตรา 270 ได้ให้อำนาจที่ประชุมร่วมรัฐสภาเข้ามาพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ จะมี ส.ว. 250 เสียง เป็น "กองหนุน" ฝั่งรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกตามบทเฉพาะกาล เข้ามาลงมติได้ด้วย

 

ที่สำคัญมาตรา 270 ได้ให้อำนาจ ครม. "ตีความ" ว่าร่างกฎหมายสำคัญฉบับนั้นเกี่ยวข้องกับปฏิรูปประเทศหรือไม่ หากเข้าข่ายเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ หมายความว่าปัญหาเสียงปริ่มน้ำจะไม่มีผลทันที หากรัฐบาลต้องดันกฎหมายฉบับสำคัญผ่านไปให้ได้ ซึ่งนอกจากให้อำนาจ ครม.แล้ว มาตรา 270 ยังให้สิทธิกับ ส.ส. และ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของแต่ละสภา เข้าชื่อขอตีความร่างกฎหมายฉบับนั้นได้เช่นกัน

 

ทั้งหมดจึงเป็นกลยุทธ์ฝั่งรัฐบาล เตรียมงัดมาใช้ประคองเกมในสภาฯ ในสถานการณ์ "เสียงปริ่มน้ำ" ยังเขย่าเสถียรภาพ ที่ต้องไว้แก้เกมทุกนาที !!