วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ประธานชวน จัดทัพหน้า รับศึกในสภา หลังถูกแซะไม่เป็นกลาง

10 สิงหาคม 2019 เวลา 13:47 น.
เปิดอ่าน 19

‘ชวน หลีกภัย’ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบัน นับว่าเป็นนักการเมืองที่มีชั่วโมงบินมากที่สุดประมาณ 50 ปี มากกว่าทุกคนในสภา และเป็นนักการเมืองไทยเพียงไม่กี่คนที่ไม่เคยพลาดตำแหน่งสส. แม้แต่ครั้งเดียว เรียกได้ นายหัวชวนไม่เคยถูกขึ้นชื่อว่าเป็น ส.ต. หรือ สส.สอบตก แต่อย่างใด

เส้นทางการเมืองผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างโชกโชน เอาแค่เฉพาะตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นายกรัฐมนตรี ก็เคยดำรงตำแหน่งมาแล้วอย่างละสองครั้ง ซึ่งมีนักการเมืองน้อยคนที่จะทำได้

 

อย่างไรก็ตาม การขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานรัฐสภาของ ‘ชวน หลีกภัย’ อยู่ในฐานะผู้ถูกเลือก ซึ่งเดิมเจ้าตัวไม่เคยแสดงความประสงค์ในตำแหน่งดังกล่าวมาก่อน โดยมองว่าตัวเองเคยทำหน้าที่มาแล้ว แต่เมื่อผู้ใหญ่ในพรรคไม่มีใครรับตำแหน่งดังกล่าวตามโควตาทางการเมือง ทำให้ชวนต้องจำใจเข้ามากอบกู้วิกฤตศรัทธาสภาอีกครั้ง ซึ่งเป็นประธานสภาในใจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตั้งแต่แรก

 

การทำงานของประธานชวนในสภาไม่ได้ทำแบบวันแมนโชว์ เพราะนายหัวเมืองตรังใส่ใจและเก็บทุกรายละเอียดพอสมควร โดยเฉพาะการวางทีมเลขานุการและทีมที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็น สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาฯ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ

 

 

อดีตสส.ตรังทั้งสองคนจะมีหน้าที่คอยเก็บประเด็นทางการเมืองในกรณีที่ฝ่ายค้านแถลงข่าวที่รัฐสภาหรือให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในลักษณะที่มีการพาดพิงประธานสภาฯ ซึ่งในบางครั้งจะได้เห็นหมอสุกิจลงมาจดประเด็นระหว่างฝ่ายค้านแถลงข่าวถึงการทำงานของนายหัวชวนด้วยตัวเอง

 

เมื่อเก็บตกรายละเอียดเหล่านี้แล้ว จะสรุปออกมาและรายงานตรงไปที่ประธานสภา พร้อมกับทำเค้าโครงเนื้อหาที่จะตอบโต้ฝ่ายค้านให้ประธานสภาฯทราบ โดยประธานสภาฯจะแนะแนวว่าควรให้ทั้งเลขานุการสภาฯและที่ปรึกษาให้สัมภาษณ์และชี้แจงต่อสื่อมวลชนอย่างไรต่อไป

 

นับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ‘ชวน’ ได้วางแนวทางการทำงานของตัวเองว่าจะไม่ลงมาตอบโต้ทางการเมืองกับฝ่ายค้าน เว้นแต่กรณีที่ถูกพาดพิงถึงความเป็นกลางทางการเมืองของประธานสภาฯเท่านั้น

 

ด้วยเหตุนี้เองจึงได้เห็น ประธานสภาฯ สะบัดมีดโกนกรีดฝ่ายค้าน หลังจากสส.ฝ่ายค้านหลายคนทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทยชกข้ามรุ่นพาดพิงประธานสภาฯ ระหว่างการประชุมสภาฯที่กำลังพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

 

เหตุการณ์เริ่มมาจากการร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯข้อ 9 ว่าด้วยการทำหน้าที่ประธานสภาฯ มีการระบุถ้อยคำเพิ่มเติมว่า “ประธานสภามีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (1) เป็นประธานของที่ประชุม และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

 

คำว่า “ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” เป็นถ้อยคำที่ฝ่ายรัฐบาลตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องเพิ่มเข้ามา เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 80 บัญญัติชัดอยู่แล้วว่าประธานสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น เนื่องจากฝ่ายค้านใช้จังหวะนี้เองในการอภิปรายท้วงติงถึงการเป็นกลางของประธานสภาฯ

 

ทันทีที่ถูกฝ่ายค้านพาดพิง ส่งผลให้ชวนต้องกดไมค์ชี้แจงร่ายยาวอย่างเชือดเฉือน

 

“ผมเข้ามาเล่นการเมืองไม่ใช่ไม่มีงานทำ แต่ตัดสินใจเพื่อเป็นนักการเมือง โดยเป็นหนี้บุญคุณคน จ.ตรัง เป็นหนี้บุญคุณคนภาคใต้ เป็นหนี้บุญคุณพี่น้องทั้งประเทศ เพื่อมาทำงานการเมือง ฉะนั้น ท่านอย่าประเมินว่าคนที่มาแบบนี้ไม่น่าเชื่อถือ

 

ผมอยากให้ใครก็ตามย้อนกลับดูตัวเอง ว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าไปหวังว่าทุกคนจะเหมือนกัน เราอย่าไปตำหนิคนอื่น เพราะสำคัญที่ตัวเราเอง อย่าประพฤติปฏิบัติแบบที่เราไม่เห็นด้วย ผมไม่ใช่พวกพูดอย่างลับหลังอย่าง ปากบอกสุจริตลับหลังซื้อเสียง”

 

น้อยครั้งที่จะเห็นผู้อาวุโสอย่าง ‘ชวน หลีกภัย’ กล่าวตำหนินักการเมืองกลางสภา เพราะที่ผ่านมาประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นคนแรกที่ออกมาปกป้องนักการเมืองก่อนใครเพื่อนด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้จากการที่เคยออกมาตอบโต้พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “อย่าเหมารวมว่านักการเมืองทั้งหมดเป็นคนไม่ดี เพราะทหารที่ไม่ดีก็มีเหมือนกัน”

 

ดังนั้น เมื่อมีดโกนอาบน้ำผึ้งเริ่มสะบัดแล้ว เป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าพรรคฝ่ายค้านจะกล้าชกข้ามรุ่นอีกหรือไม่ตลอดอายุของสภาชุดนี้