ภาพเป็นข่าว

สำนักประธานศาลฏีกาออกแถลงการณ์แจงปมตั้งกสม.ล่าช้า

10 ตุลาคม 2019 เวลา 19:23 น.
เปิดอ่าน 159

ยันปธ.ศาลฏีกาและปธ.ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้เพิกเฉยมีประเด็นกม.ต้องพิจารณา

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.สำนักประธานศาลฎีกาได้ออกเอกสาร ชี้เเจง ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนว่า  เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2562 นายวัส ติงสมิตร ประธานคณกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)ได้ยื่นคำกล่าวหาขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)พิจารณาดำเนินการไต่สวนและดำเนินการอื่นๆต่อประธานศาลฎีกา

 

กรณี เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยังปรากฏว่าประธาน กสม.ให้ข่าวแก่สื่อมวลชนอีกหลายครั้งในทำนองว่าประธานศาลฎีกาไม่ดำเนินการแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราว เป็นเหตุให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้ประเทศชาติ ประชาชนและสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับความเสียหาย  นั้น  
  

เลขาธิการประธานศาลฎีกาและเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ขอชี้แจงสรุปขั้นตอนการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่จะมาทำหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประธานศาลฎีกา ดังนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหนังสือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 ก.ค.2562 เรื่อง ขอให้แต่งตั้งบุคคลเพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราวกราบเรียนมายังประธานศาลฎีกา  

         

ประธานศาลฎีกาจึงโปรดมีดำริให้สำนักประธานศาลฎีกาดำเนินการดังต่อไปนี้มีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอทราบประวัติและผลงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อมาประกอบการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่เป็นการชั่วคราว เพราะการแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่ชั่วคราวดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามมาตรา 8 คือต้องแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีประสบการณ์ในด้านต่างๆตามที่ระบุในมาตรา 8 (1) ถึง (5) ด้านละอย่างน้อยหนึ่งคนแต่จะเกินด้านละสองคนไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องทราบประวัติและผลงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเสียก่อน เมื่อสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหนังสือแจ้งประวัติและผลงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่กลับมา 
         

สำนักประธานศาลฎีกาจึงขอเรียนความเห็นต่อประธานศาลฎีกาว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่สามคนอาจจัดว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 8 อนุมาตราใดเพื่อจะได้ไม่แต่งตั้งบุคคลเข้าทำหน้าที่เป็นการชั่วคราวเกินจากที่กฎหมายกำหนด

       

2. มีหนังสือสอบถามไปยังเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อขอทราบ

       

2.1 รายชื่อ ข้อมูล และคุณสมบัติของบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 

       

2.2 รายชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว  และ

         

2.3 รายชื่อประวัติและคุณสมบัติของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาซึ่งฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณากลั่นกรองและเห็นว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติล่าสุด เพื่อประกอบการพิจารณาของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดในการแต่งตั้งบุคคลเพื่อทำหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราว  
  
         

เมื่อเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแจ้งรายละเอียดและข้อมูลดังกล่าวมายังสำนักประธานศาลฎีกาในวันที่ 30 ส.ค. 2562 แล้ว  ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดได้ร่วมกันพิจารณามอบหมายให้เลขาธิการประธานศาลฎีกาเป็นผู้ติดต่อไปยังบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 และเป็นบุคคลที่ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่วุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว   เพื่อสอบถามความประสงค์ในการได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราว   แต่บุคคลดังกล่าวทั้ง 2 คนไม่ประสงค์รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นการชั่วคราว 

     

ต่อมาวันที่ 1 ต.ค. 2562  ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดได้หารือที่ประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครั้งที่ 6/2562 กรณีประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหนังสือแจ้งให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดเร่งดำเนินการแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ประชุมเสียงข้างมากเห็นชอบให้เลขาธิการวุฒิสภาในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เป็นปัจจุบันต่อประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน (วันที่ 31 ต.ค. 2562) บัดนี้ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
  
         

กรณีดังกล่าวเลขาธิการประธานศาลฎีกาและเลขาธิการศาลปกครองพิจารณาแล้ว เห็นว่า การแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราวมีประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาคือ  จะต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เวลาและขั้นตอนในการตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดอันอาจส่งผลเสียหายโดยรวมต่อประเทศชาติ ประชาชน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 

ทั้งจะต้องได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและความเหมาะสม ตลอดจนความเสียสละในการเข้ารับหน้าที่เพียงชั่วคราว  ซึ่งอาจส่งผลในอนาคตต่อการเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระอื่นๆตาม และเมื่อประธานศาลฎีกาได้โปรดร่วมกันพิจารณากับประธานศาลปกครองสูงสุดให้สำนักประธานศาลฎีกาเชิญบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามมาสอบถามความประสงค์และความยินยอมในการรับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นการชั่วคราวแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่แจ้งความประสงค์และยินยอมที่จะได้รับการแต่งตั้ง  

 

กรณีจึงมีเหตุจำเป็นที่ทำให้การแต่งตั้งไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งยังรอรายชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายที่เป็นปัจจุบัน  แต่อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงเพิ่มเติมทำความเข้าใจมายังทุกฝ่ายว่า ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดมิได้เพิกเฉยต่อการแต่งตั้งบุคคลในเรื่องดังกล่าว เมื่อได้รับรายชื่อของบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เป็นปัจจุบัน จะได้นำกราบเรียนประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดเพื่อโปรดพิจารณาต่อไป