วิเคราะห์ประเด็นร้อน

จ่อยื่นตีความ พรบ.งบฯ

10 ตุลาคม 2019 เวลา 17:31 น.
เปิดอ่าน 262

ฝ่ายค้านมองว่าหากรมต.ที่เป็นส.ส.โหวตงบจะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ขัดรธน.หรือไม่

กลายเป็นประเด็นคำถามทางกฎหมายอีกแล้ว สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 โดยคำถามมีอยู่ว่ารัฐมนตรีที่เป็นส.ส.จะสามารถลงมติในร่างกฎหมายงบประมาณ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่

 

ปัจจุบัน รัฐมนตรีที่เป็นส.ส.จำนวน 16 คน ประกอบด้วย 1.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ 2.อนุทิน ชาญสีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธาณสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 3.เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา 4.สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

 

5.ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ 6.ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา 7.ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 8.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ

 

9.ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 10.พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 11.วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา 12.วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

 

13.สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.แรงงาน ส.ส.บัญชีายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ 14.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ 15.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ 16.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ

 

ในแง่มุมนี้มีกระแสความคิดแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมีความเห็นว่ารัฐมนตรีที่เป็นส.ส.โหวตไม่ได้ เพราะจะเป็นลักษณะของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะที่คณะรัฐมนตรีเป็นฝ่ายเสนอร่างกฎหมายงบประมาณเข้าสภา อีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่ารัฐมนตรีสามารถโหวตร่างกฎหมายงบประมาณได้ แม้จะเป็นกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีก็ตาม เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.ไว้เป็นการเฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาตรา 177 วรรคสองเคยบัญญัติเอาไว้

 

"ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรีผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่หรือการมีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น" มาตรา 177 วรรคสอง

 

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้โพสต์ข้อความว่ารัฐมนตรีที่เป็นส.ส.สามารถโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2551

 

"...เมื่อคณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายต่อรัฐสภาและเสนอคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ

 

การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจกระทำในรูปของมติคณะรัฐมนตรี โดยการตัดสินใจของรัฐมนตรีที่ประกอบเป็นคณะรัฐฒนตรี มิได้กระทำในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร..." บางส่วนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2551

 

สอดรับกับคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีนี้ของ 'จรัญ ภักดีธนากุล' ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่า "การตั้งงบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ได้กระทำโดยมติคณะรัฐมนตรี  รัฐมนตรีผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะเดียวกันจึงมีอำนาจที่ร่วมลงมติได้..."

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเคยมีการวางบรรทัดฐานมาก่อน แต่ในมุมมองของ 'ชูศักดิ์ ศิรินิล' ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กลับมีข้อสังเกตว่า หากรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.ไปลงมติในร่างกฎหมายงบประมาณ อาจไปขัดหรือแย้งต่อหลักการที่ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์

 

"รัฐมนตรีเป็นผู้ร่างงบประมาณเอง แล้วมาโหวตเรื่องที่ตัวเองร่าง จะเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ เรื่องนี้ในการอภิปรายสภาฯ คงต้องมีการหารือกันว่ารัฐมนตรีสมควรร่วมโหวตหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่ารัฐมนตรีที่เป็นส.ส. ควรเฉยไว้" ความเห็นจากชูศักดิ์

 

โดยหลักการว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่มือกฎหมายอ้างถึงนั้น คือ มาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560

 

"สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงําใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน" เนื้อหาของมาตรา 114

 

สถานการณ์ของรัฐบาลปัจจุบันจะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่มีเสียงห่างกันอยู่ประมาณ 5 เสียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณในวาระแรก จึงไม่ต่างอะไรกับศึกชี้ชะตาของรัฐบาล

 

ถ้าแพ้โหวต นายกฯย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หรือ ต่อให้ชนะโหวตในวาระที่ 3 และผ่านขั้นตอนของวุฒิสภา ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ฝ่ายค้านจะให้ศึกนี้ไปจบกันที่ศาลรัฐธรรมนูญแบบในอดีต