การเมือง

ย้อนอดีตโหวตแพ้ "ยุบสภา"

10 ตุลาคม 2019 เวลา 16:12 น.
เปิดอ่าน 1200

เหตุการณ์งบประมาณไม่ผ่าน จนเป็นเหตุให้ยุบสภาเคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ท่ามกลางสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำในสภาฯ ต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 1 ช่วงวันที่ 17-18 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกของรัฐบาลประยุทธ์ในรอบ 5 ปี ต่อการโหวตร่างกฎหมายงบประมาณผ่านระบบสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง

 

ยิ่งกระแสความไม่มั่นคงของเสียง ส.ส.ขั้วรัฐบาล ต่อการยกมือโหวตสนับสนุนร่างกฎหมายสำคัญ ยังถูกเฝ้ามองไปที่เรือเหล็กลำนี้จะแล่นไปถึงตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะหากในวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่ผ่านต่อที่ประชุมสภาฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะเหลือทางเลือกทางการเมืองด้วยการ "ลาออก" หรือ "ยุบสภา" เท่านั้น

 

ตามที่ "วิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎกมาย อธิบายถึงหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภามีว่า สิ่งใดที่สภาฯเสียงข้างมากไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลนั้นไม่พึงจะอยู่ต่อไป ซึ่งการไม่ไว้วางใจแสดงออกได้ 2 อย่าง 1.ไม่ไว้วางใจโดยเปิดเผย ทำโดยการลงมติไม่ไว้วางใจ 2.ไม่ไว้วางใจโดยปริยาย ทำโดยแสดงออกจากที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายสำคัญเข้าสภาฯ แล้วสภาฯลงมติให้ไม่ผ่าน ซึ่งแปลว่าสภาฯไม่ยอมให้เครื่องมือรัฐบาลไปทำงาน ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรอยู่ต่อไป จึงต้องยุบสภาฯเพื่อเลือกตั้งใหม่ เพราะถือว่ากฎหมายงบประมาณเป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล

 

หากย้อนไปที่เหตุการณ์ "ยุบสภาฯ" ในประวัติศาสตร์การเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2481-2556 มีทั้งหมด 13 ครั้ง ซึ่งการยุบสภาแต่ละครั้งมาจากสถานการณ์และเงื่อนไขทางการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะอยู่ใน 3 สาเหตุตั้งแต่ 1.ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ 2.ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน และ 3.วิกฤตการเมืองในแต่ละยุค

 

แต่หากนับเฉพาะการยุบสภาฯ ที่ใกล้เคียงสาเหตุกฎหมายงบประมาณไม่ผ่านนั้น เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2481 ในสมัยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในหนังสือ "การยุบสภาผู้แทนราษฎรไทย" จัดทำโดยนายแดนชัย ไชวิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้บันทึกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการยุบสภาฯ ครั้งนี้ไว้ดังนี้

 

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ผลของการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2481 จำนวน 91 คน ซึ่งเท่ากับจำนวนผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2480 ที่ถูกยุบไป สาเหตุของการยุบสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากความขัดแย้งในการพิจารณาญัตติขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมและปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2477 ข้อ 68 เกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพื่อพิจารณารับหลักการขั้นต้นในสภาผู้แทนราษฎร ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร(สมัยสามัญ) ครั้งที่ 21 วันที่ 10 ก.ย.2481

 

ญัตติดังกล่าวนายถวิล อุดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ดและคณะเป็นผู้เสนอมีสาระสำคัญว่า เมื่อเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณ รัฐบาลต้องเสนอรายละเอียดงบประมาณนั้นให้สภาผู้แทนราษฎรทราบด้วย เพื่อจะได้พิจารณาตัดทอนหรือเพิ่มเติมได้อย่างถูกต้อง โดยให้รัฐบาลเสนอรายละเอียดทั้งรายรับรายจ่ายตามงบประมาณนั้นโดยชัดแจ้ง เพื่อให้สมาชิกสภาที่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติงบประมาณได้ทราบก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติไปตามยอดงบประมาณที่รัฐบาลเสนอมา

 

การอภิปรายในสภานั้น ผู้เสนอญัตติอ้างว่าไม่เห็นด้วยในหลักการแห่งพระราชบัญัติงบประมาณ และสมาชิกไม่เข้าใจในตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลได้เสนอมา เพราะรัฐบาลเสนองบประมาณอย่างคลุมเคลือไม่ชัดแจ้ง จนเป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรไม่อาจพิจารณารับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณได้ ด้วยเหตุนี้ผู้เสนอญัตติจึงได้พิจารณาข้อบังคับที่ 68 และเห็นว่าเป็นบทบัญญัติกว้างๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดังนั้นจึงประสงค์ให้การทำงบประมาณของรัฐบาลแสดงรายละเอียดอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

ฝ่ายรัฐบาลคัดค้านหลักการดังกล่าวเพราะเหตุผลว่า มีอุปสรรคในด้านเวลาประกอบกับการทำงบประมาณนับว่า ได้มีการพิจารณากลั่นกรองเป็นชั้นๆ หลายขั้นตอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางเรื่องที่สำคัญไม่อาจเปิดเผยได้ก่อนถึงเวลาอันสมควร

 

เช่น เทคนิคในทางการคลัง การทหาร นโยบายต่างประเทศ เป็นต้น และในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรต้องการให้รายงานในรายละเอียดมากกว่านี้ รัฐบาลสามารถทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น การวางข้อบังคับตายตัวย่อมเป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวของงบประมาณ ซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของแต่ละยุคสมัย และหน้าที่ของสภาควรพิจารณาในนโยบายว่ารัฐบาลใช้เงินงบประมาณตรงตามวัตถุประสงค์ของนโยบายหรือไม่ และข้อบังคับนี้กล่าวถึงปลีกย่อยมากเกินไปจนก่อให้ภาระแก่ฝ่ายบริหารมากขึ้น โดยที่สภาจะไม่ได้ประโยชน์ยิ่งไปกว่าเดิม

 

ภายหลังรัฐบาลอภิปรายจบลงและที่ประชุมได้ให้มีการลงมติ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบกับญัตตินี้ด้วยคะแนนเสียง 45 ต่อ 31 เสียงเป็นเหตุให้รัฐบาลแพ้ในสภา ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่ง เพราะทางรัฐบาลไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามความประสงค์ของสภาได้ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงได้กราบบังคบลาออกจากตำแหน่งต่อคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 

 

แต่คณะผู้สำเร็จราชการในพระองค์ไม่เห็นชอบด้วย โดยให้เหตุผลว่าสภาพการณ์ของโลกขณะนั้นปั่นป่วน คับขัน ประกอบกับคณะรัฐบาลจะต้องเตรียมการรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับสู่พระนคร รัฐบาลจึงควรบริหารราชการต่อไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 11 ก.ย.2481

 

ซึ่งในการยุบสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ รัฐบาลได้ออกคำแถลงการเพื่อชี้แจงความจำเป็นที่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยแสดงเหตุผลที่ไม่อาจปฏิบัติตามหลักการแห่งการแก้ไขข้อบังคับการประชุมปรึกษาของสภาอย่างชัดแจ้งแล้ว และได้แสดงให้เห็นทางเสียหายที่ประเทศชาติจะได้รับในการแก้ไขข้อบังคับด้วย

 

แต่ผู้เสนอญัตติก็มิได้สนใจพิจารณาตามหลักเหตุผลดังกล่าวแต่ประการใด กลับใช้วิธีการรวบรัดการพิจารณาเพื่อเอาเปรียบรัฐบาลโดยไม่เป็นธรรม การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่มิได้คำนึงถึงความเสียหายอันจะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ จึงไม่สามารถบริหารราชการภายใต้การควบคุมของสภานี้ได้

 

ประกอบกับสถานการณ์ของโลกอยู่ในระหว่างความปั่นป่วน คับขัน อีกทั้งจะต้องเตรียมการรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่พระนคร รัฐบาลจึงจำเป็นต้องอยู่บริหารประเทศต่อไป