ภาพเป็นข่าว

นักวิชาการมาตรา1 เคลื่อนไหวแล้วลั่นมีเสรีภาพอภิปรายไม่กลัว"กอ.รมน."ฟ้อง

10 ตุลาคม 2019 เวลา 11:02 น.
เปิดอ่าน 2144

อาจารย์รู้สึกดีใจที่มีหลายกลุ่มองค์กรเริ่มออกมานำเสนอความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 1

ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์  รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่กอ.รมน.แจ้งจับพร้อมแกนนำพรรคฝ่ายค้าน รวม 12 คน ข้อหาอาญามาตรา 116 ยุยง ปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน ก่อความไม่สงบภายในราชอาณาจักร  จากการขึ้นเวทีร่วมเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จ.ปัตตานี

 

ชลิตา ได้อภิปรายแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 1 จนตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กระทั่งได้ให้ลูกศิษย์ลูกหาถอดเทปการบรรยายอย่างละเอียดเพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงเจตนาที่แท้จริง

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกกอ.รมน.ฟ้องดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116  เธอได้โพสต์ข้อความอีกครั้งในวันที่ 10 ต.ค.62 ยืนยันถึงการมีเสรีภาพในการอภิปราย ไม่หวั่นเกรง กอ.รมน.ฟ้องแบบเหมาเข่ง   อีกทั้งรู้สึกดีใจที่หลายคน หลายกลุ่มองค์กร เริ่มออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 1 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 

 

ชลิตา  โพสต์ข้อความผ่าน เพจส่วนตน Chalita Bundhuwong  (ชลิตา ไม่ปรองดอง) มีเนื้อหาดังนี้    มายืนยันกันอีกทีถึงเสรีภาพในการอภิปรายบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมถึงมาตรา 1 +++

 

การนำเสนอของดิฉันในเวทีที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา เป็นการใช้เสรีภาพทางความคิดที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ในการอภิปรายดิฉันได้ปูพื้นให้เห็นถึงความเป็นมาและลักษณะของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสนอว่าการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและมาจากประชาชนคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาชายแดนใต้ได้

 

พร้อมทั้งเสนอให้ใช้กระบวนการในการแก้ไข/ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นพื้นที่ให้ประชาชนได้อภิปรายถึงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้

 

อนึ่ง การเสนอให้มีการอภิปรายบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและไม่เข้าลักษณะองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 ในประมวลกฎหมายอาญา

 

 ดังนั้น การแจ้งความดำเนินคดีเพื่อเอาผิดต่อการแสดงความคิดเห็นนี้โดย กอ.รมน. จึงเป็นการบิดเบือนการใช้กฎหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัวหรือความยุ่งยากให้กับผู้ถูกกล่าวหา เป็นการใช้การฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (SLAPP) ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่กล้าที่จะพูดคุยอภิปรายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอีก โดยเฉพาะอย่ายิ่งพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

ฉะนั้น พวกเราจะต้องไม่หลงประเด็นไปกับวิวาทะ “การฟ้องเหมาเข่ง/ฟ้องเหมารวม” ทั้งนี้ แม้จะเป็นหลักการที่ถูกต้องที่ว่าผู้พูดย่อมต้องรับผิดชอบในคำพูดของตนเอง แต่นี่ไม่ใช้สาระสำคัญของเรื่องนี้ ประเด็นหลักของเรื่องนี้ก็คือว่า การแสดงความคิดเห็นอย่างสันติต่อรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะในประเด็นใดไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่อาชญากรรม และไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่สมควรจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นนี้

 

อย่างไรก็ดี ดิฉันไม่เคยกังวลใจเลยแม้แต่น้อยในการที่จะถูกแจ้งความดำเนินคดีเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะคดีใด ด้วยข้อหาใด(และจะแอบโล่งใจเสียด้วยซ้ำหากมันเป็นเช่นนั้น) ดิฉันพร้อมเต็มที่ในการต่อสู้คดีเพื่อยืนยันถึงหลักการ ตอนนี้ก็เริ่มเตรียมข้อมูลต่างๆ เตรียมหานักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ นักสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ที่จะมาเป็นพยานให้การ และดิฉันจะทำให้กระบวนการดำเนินคดีต่อตนเองเป็นการเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรื่องรัฐธรรมนูญและปัญหาชายแดนใต้อีกทางหนึ่ง

 

หลายวันที่ผ่านมา ดิฉันรู้สึกชื่นชมและศรัทธาต่อหลายๆ ท่านที่ถูก กอ. รมน. ฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยกัน พวกเค้าเหล่านี้ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวต่อการข่มขู่แม้แต่น้อย ผู้อาวุโสหลายท่านยืนยันอย่างกล้าหาญ หนักแน่น และสง่างามต่อหลักการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

 

นอกจากนั้นก็ยังรู้สึกดีใจที่มีหลายๆ คน/กลุ่ม/องค์กรเริ่มออกมานำเสนอข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 1 มีการรวบรวมงานทางวิชาการมาเผยแพร่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ การพูดถึง การอภิปรายแลกเปลี่ยน และการให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 1 มันเคยเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมไทย และเราจะต้องช่วยกันทำให้ความปกติธรรมดานี้ดำรงอยู่ต่อใปให้ได้