วิเคราะห์ประเด็นร้อน

“ดีลลับ” พรรคเล็กยังไปต่อ

10 ตุลาคม 2019 เวลา 10:27 น.
เปิดอ่าน 906

แกนนำพรรคเล็กเคลื่อนไหวเข้าออกห้อง"บิ๊กป้อม"ในจังหวะใกล้เปิดสภาพิจารณางบ63

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ "พิเชษฐ สถิรชวาล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ปรากฏตัวที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับ "สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์" อดีตหัวหน้าพรรคพลเมืองไทย ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

 

เป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็ก ก่อนที่สัปดาห์จะถึงคิวพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ต่อที่ประชุมสภาฯ วันที่ 17-18 ต.ค. เป็นสถานการณ์เกี่ยวกับที่รัฐบาลกำลังถูกพุ่งเป้าว่าจะแก้เกมปัญหาเสียงปริ่มน้ำได้จริงหรือไม่ เพราะหากร่างกฎหมายถูกคว่ำหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีแค่ทางเลือก "ยุบสภา-ลาออก" เท่านั้น

 

แต่กว่าจะถึงวันดีเดย์พิจารณางบประมาณปี 63 ในวาระที่ 1 ได้เริ่มปรากฎการณ์เคลื่อนไหวในกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็กไปแล้ว ไม่ใช่แค่การปรากฎตัวของ "พิเชษฐ" ที่เคยประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่หมายถึงการเปิด "ดีลลับ" กับพรรคขนาดเล็กด้วยกัน ในฐานะเป็นพรรคที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่การตั้งรัฐบาล "ประยุทธ์ 2"

 

เพราะ 2 เสียงที่แยกตัวไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ ขณะนี้ผู้ใหญ่ในพรรคเล็กได้ประสานให้พิเชษฐกลับมายืนฝั่งเดียวกับรัฐบาล เพื่อยกมือโหวตสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 อีกครั้ง ภายหลังที่เคยร่วมโหวต "ไม่เห็นด้วย" เป็นหนึ่งใน 232 เสียงฝั่งรัฐบาล ในญัตติที่ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาตรวจสอบการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก(อีอีซี)

 

ยกเว้นท่าที "เต้"  มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ และยกมือโหวต "เห็นด้วย" ญัตติอีอีซีร่วมกับเสียงฝั่งฝ่ายค้าน กำลังอยู่ในฐานะเป็น ส.ส.โดดเดี่ยวในสภาฯ ที่ยังไม่มีฝั่งชัดเจน

 

ทำให้หนึ่งในแกนนำกลุ่มพรรคเล็ก กำลัง "ต่อสาย" ดึงมงคลกิตติ์กลับมาสู่พรรคเล็ก มาร่วมโหวตให้รัฐบาลเพื่อประกบเป็น 10 เสียงพรรคเล็กอีกครั้ง จากที่เคยรวมตัวกันก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลสำคัญไปที่งบประมาณต้องผ่านเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่มงคลกิตติ์ประกาศทำหน้าที่ฝ่ายค้านอิสระแต่จะยึดสิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

 

"จะไปคุยกับมงคลกิตติ์ด้วยเหตุผล ถ้างบประมาณไม่ผ่านก็บริหารประเทศไม่ได้ เพราะขณะนี้มงคลกิตติ์ก็ไม่ได้อยู่กับฝ่ายค้าน 100 % หากจะโดดเดี่ยวแล้วให้กลับมาหาพรรคเล็กได้"

 

หนึ่งในแกนนำพรรคเล็กยังมองไปถึงสถานการณ์ในสภาฯ ช่วงการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามหลักการสภาจะโหวตผ่านในวาระที่ 1 รับหลักการเพื่อให้ประเทศมีพ.ร.บ.งบประมาณเข้าไป แต่ในวาระ 2 ช่วงแปรญัตติหากเห็นว่าหน่วยงานไหนงบประมาณมากไปหรือน้อยไปก็ปรับลดได้ แต่รัฐบาลรู้แล้วว่าจะถูกวิจารณ์งบประมาณ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหม ที่ 2.33 ล้านล้านบาท และงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นอำนาจการอนุมัติของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจัดสรรเป็นวงเงินมากถึง 5.18 แสนล้านบาท

 

"แต่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มีงบพัฒนาอีกส่วน หากฝ่ายค้านเห็นว่าไม่เหมาะสมก็พิจารณาขอตัดได้อยู่แล้ว ซึ่งอาจมีฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ตัดงบประมาณด้วยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องดูวาระ 3 ชี้วัดที่การยกมือ 1 ครั้งเอาไม่เอา แต่สุดท้ายยังเชื่อว่าการโหวตไม่มีปัญหา แต่หากงบประมาณไม่ผ่าน ก็ต้องยุบสภาอย่างเดียว ถึงแม้ไม่มีกฎหมายบังคับ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เรื่องงบอย่างเดียวแต่หมายถึงถ้ากฎหมายสำคัญๆ ไม่ผ่านสภา ต้องการลาออกหรือยุบสภา ให้ประชาชนตัดสินอีกครั้งตอนเลือกตั้ง"แหล่งข่าวพรรคเล็กระบุ

 

เป็นความเคลื่อนไหวจากพรรคเล็กที่ยังเป็นตัวแปรต่อคะแนนโหวตในสภาฯ กลายเป็นสถานการณ์วัดใจฝั่งรัฐบาลจะจัดแถว ส.ส.ได้แค่ไหน เมื่อทุกเสียงโหวตจะมีผลต่อความเป็นไปในรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" นับจากนี้