Editor-talk

น้ำผึ้งหยดเดียว

10 ตุลาคม 2019 เวลา 05:00 น.
เปิดอ่าน 13333

การพูดถึงการแก้ไขมาตรา 1  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 โดย ชลิต บัณฑวงศ์ ได้กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยขึ้นแล้ว

 

เสมือนว่ามีคนวางแผนเอาไว้ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นี้

 

และทันทีที่ กอ.รมน.มอบหมายให้ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ 12 แกนนำ 7 ค้านและนักวิชาการ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ก็มีปฏิกิริยาตามมา

 

เสมือนว่ามีคนวางแผนเอาไว้

 

เริ่มจาก ฝ่ายค้านเปิดแถลงตอบโต้และพากันไปแจ้งความกลับ กอ.รมน. ว่าเป็นการใส่ร้ายทำให้ 7 พรรคฝ่ายค้านเสียหาย เพราะหากคดีนี้มีความผิดจริงจะไปสู่การยุบพรรคการเมือง

 

ซึ่งฝ่ายค้านมองว่านี่เป็นเกมการเมืองของฝ่ายรัฐบาล

 

เมื่อฝ่ายค้านเปิดเกมแล้ว เสมือนวางแผนกันเอาไว้ กระบวนการต่างๆ ก็ตามมา

 

เริ่มจาก นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.รมน. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

 

 

ในข้อปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

 

เพราะทราบดีว่า นายกฯ คือ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) เชื่อว่าเรื่องที่ถูกแจ้งความจับเป็นเรื่องการเมืองและนายกฯอยู่เบื้องหลัง

 

ไล่ๆกัน นักศึกษามอ.ปัตตานี ประมาณ 20 ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อสภ.เมืองปัตตานี พร้อมออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยการที่ พล.ต.บุรินทร์ ไปแจ้งความจับ ชลิตา

 

แถลงการณ์ระบุว่า ชลิตา เป็นนักวิชาการ สามารถแสดงความเห็นได้ ในรัฐธรรมนูญสามารถแสดงความเห็นได้ทุกมาตรา จึงไม่ควรมีความผิด และเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่

 

แต่ปรากฏว่า พ.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล นักเคลื่อนไหวได้ไปที่สภ.เมืองปัตตานีด้วยเช่นกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดปะทะคารมณ์กัน

 

พ.อ.ทรงกลดตั้งคำถามกับนักศึกษาว่า ที่มานี่เป็นแนวร่วมใคร เป็นตัวแทนกลุ่มเปอร์มาสหรือเปล่า

 

ซึ่งนักศึกษาก็ตอบว่า ไม่ได้เป็นแนวร่วมใคร มาเพื่อแสดงออกและปกป้อง ชลิตา ในทางวิชาการเท่านั้น ไม่ได้มาเพื่อพรรคการเมืองใด

 

โชคดีที่เหตุการณ์ไม่บานปลายกลายเป็นการทะเลาะวิวาท นี่มันเสมือนมีใครวางแผนเอาไว้แล้ว

 

เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ นักการเมืองคือ ปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานกรรมาธิการการยุติธรรมฯของสภา ได้นำเรื่องนี้เข้ากรรมาธิการฯเพื่อเรียก พล.ต.บุรินทร์ มาสอบ

 

ทำให้ นายสิระ เจนจาคะ สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯคณะนี้ไม่พอใจ

 

จึงมีการโต้เถียงกันขึ้น

 

“ตนเรียกร้องให้ฝ่ายค้านหยุดทำลายประเทศชาติ หยุดทำลายรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีกระบวนการแบ่งกันทำงานหรือไม่ เพราะมีฝ่ายหนึ่งพยายามทำลายรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งพยายามทำลายฝ่ายนิติบัญญัติ และขณะนี้กำลังมีอีกฝ่ายพยายามทำลายฝ่ายตุลาการ

 

ดังนั้น ตนจึงขอเตือนคนที่คิดจะทำลายประเทศชาติว่า จะไม่มีแผ่นดินอยู่ในประเทศไทย เช่นเดียวกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และตนขอทำนายว่า คนเหล่านี้จะต้องหนีไปจากประเทศไทย และจะไม่ได้ตายอยู่ในประเทศไทยแน่นอน”

 

ปัญหานี้ลามเข้าไปในสภาเสียแล้ว เหมือนมีคนอยากให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

 

จากนั้นนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ไปยื่นหนังสือต่อประธานชวนเพื่อให้ยื่นต่อปปช.สอบคุณสมบัติสส.ของหัวหน้าพรรคการเมือง 6 คนได้แก่

 

1. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย 2.นายวันมูหะมัด นอร์มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ 3.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 4.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ 5.นายนิคม บุญวิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และ 6.นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

 

แล้วเมื่อวานนี้ สราวุธ เบญจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรม ได้แถลงข่าวกรณี คณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจ.ยะลา ยิงตัวเอง พร้อมออกแถลงการณ์ว่าสาเหตุมาจากถูกแทรกแซงในการตัดสินคดี

 

 “คดีความมั่นคงที่ผ่านมาสำนักงานศาลยุติธรรมได้รับความร่วมมือ ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหาร ตำรวจ ทหาร ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรม ขอยืนยันศาลยุติธรรมมีความเป็นกลาง มีอิสระในการทำหน้าที่ จะลงโทษตามพยานหลักฐาน จะไม่ลงโทษโดยมีเหตุสงสัย และมั่นใจว่าผู้พิพากษา  5,000 คนทั่วประเทศ ทำหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซง”

 

พร้อมกันนี้ ยังยืนยันว่า อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปแทรกแซงกับการตัดสินคดี แต่ให้คำแนะนำเพื่อให้เกิดความรอบคอบเท่านั้น

 

จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์นับแต่มาตรา 1 เรื่องที่จะต้องการแบ่งแยกประเทศ แถมไปพูดที่ปัตตานีเสมือนส่งสัญญาณอันเป็นคุณต่อแนวร่วมโจรใต้ที่กำลังแบ่งแยกดินแดนอยู่ในขณะนี้ แล้วลามมาสู่การแจ้งจับมาตรา116

 

ใครมีความคิดความอ่านต่อการปกครองประเทศไทยเป็นอย่างไร ก็ทราบดีอยู่ ในใจใครอยากจะแบ่งแยกเปลี่ยนแปลงรูปรัฐไทย ก็ทราบดีอยู่ ใครอยากจะล้มล้างสถาบันในใจก็ทราบกันดีอยู่

 

ไม่เช่นนี่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีทางเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะมีคนวางแผนให้มันเกิดขึ้น จนทำให้มาตรา 1 กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จุดประเด็นให้เกิดความแตกแยกขึ้นในประเทศไทย

 

ระวังจะเหมือนที่ สิระ เตือนเอาไว้ว่า คนเหล่านี้ระวังจะไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนอดีตนายกฯบางคน.