การเมือง

"สุรพงษ์" รอดคุก ใช้บั้นปลายชีวิตต่อสู้โรคร้าย

10 ตุลาคม 2019 เวลา 14:12 น.
เปิดอ่าน 24659

ศาลฯพิพากษาโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปีเนื่องจากจำเลยป่วยเป็นมะเร็ง

จากสภาพนั่งรถเข็นมาฟังคำพิพากษา บ่งบอกถึงช่วงเวลาการต่อสู้ทางการเมืองอันหนักหน่วงของ สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล  อดีตรมว.ต่างประเทศ ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องตกเป็นจำเลยคดีใช้อำนาจหน้าที่มิชอบออกพาสปอร์ตให้ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

 

 

โดยนายสุรพงษ์ สวมเสื้อผ้าชุดขาว สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตาดำ พร้อมกับสวมหมวกด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่พยาบาลนำแฟ้มใบรับรองแพทย์จากรพ.ศิริราช ถึงอาการป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เพื่อแสดงต่อศาล  ซึ่งในที่สุดศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้จำคุก สุรพงษ์   2 ปี ปรับ 1 แสนบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากจำเลยป่วยเป็นมะเร็ง

 

สำหรับเนื้อหาคำพิพากษา ระบุว่า องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆ  เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็นนั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาว่า นายสุรพงษ์ จำเลย มีความผิดตามที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้ว

 

ส่วนที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา หรือรอลงอาญานั้น องค์คณะฯ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง เนื่องจากการกระทำนั้นทำให้นายทักษิณเกิดความสะดวกในการเดินทางไปทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ศาลได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่ดินรัชดาภิเษก และในขณะนั้นก็มีหมายจับในคดีอื่นๆ ด้วย จึงไม่มีเหตุลดโทษ

 

แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่า ระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ มีความเครียด ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด  รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯ จึงเห็นควรให้โอกาส มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท

 

"ปึ้ง" สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล เป็นอีกหนึ่งรายที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความไว้วางใจ เป็นนักการเมืองสายเหนือสังกัดพรรคการเมืองอื่นแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ จนมาสังกัดพรรคไทยรักไทยของทักษิณ แต่โดนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือคมช.ยึดอำนาจ และไทยรักไทยก็ถูกยุบพรรค

 

เขาจึงย้ายสังกัดมาอยู่พรรคพลังประชาชนในยุคสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ แต่พรรคพปชร.ก็ถูกยุบอีก ก็ย้ายเข้าพรรคเพื่อไทย มาทำงานช่วยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ทักษิณ จนได้รับตำแหน่งรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ และเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีด้วยความพยายามหาทางออกพาสปอร์ตให้กับ ทักษิณ ซึ่งระเห็จระเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ

 

ผลของการทำงานด้วยความภักดี ได้กลับมาเป็นผลร้ายต่อตัวเขา เมื่อ ปปช.ฟ้องดำเนินคดีในการใช้อำนาจขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางให้กับ ทักษิณ ซึ่งตกเป็นนักโทษหนีคดี  กระทั่งเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 61 ศาลฯอ่านคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา

 

แต่อย่างไรก็ตามสุรพงษ์ได้ขอต่อสู้คดีในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์จนได้รับคำพิพากษาในวันนี้ เป็นการได้รับอิสรภาพ เพื่อใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิต เข้าสู่ขั้นตอนการรักษาโรคร้าย 

 

 

 

คำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.61 

 

สำหรับคำพิพากษาคดีนี้ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561  ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรี กระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้

 

ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอและไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต

 

องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

 

ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ