การเมือง

"อธิบดีผู้พิพากษาภาค9"ยอมรับเสียใจเหตุการณ์ผู้พิพากษายิงตัวเอง

9 ตุลาคม 2019 เวลา 20:35 น.
เปิดอ่าน 3642

"เลขาศาลฯ"เผยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ชี้แจงไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซงทำไปตามระเบียบ

ในขณะที่ อนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมวิสามัญกำลังตรวจสอบหาสาเหตุ ถึงการที่ คณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเอง   โดยมีเวลา 15  วัน เพื่อทำรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) 

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกถ่ายทอดผ่านแถลงการณ์ของคณากร คือ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9   เข้ามาแทรกแซงเปลี่ยนคำพิพากษา  ซึ่งประเด็นนี้ต้องรอกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป  

 

อย่างไรก็ตามแม้ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 จะไม่ได้ออกมาแถลงชี้แจงต่อสาธารณะ   แต่เมื่อวันที่ 9 ต.ค. เพจเฟซบุ๊ก "สื่อศาล" ซึ่งเป็นเพจทางการของสำนักงานศาลยุติธรรม รายงานว่า นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ถึงเหตุการณ์เกิดขึ้น

 

โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ยอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ทำไปตามระเบียบ ไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซง ซึ่งผลการพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ตนเองทำได้เพียงทักท้วงเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในการพิจารณา มีความรอบคอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือให้แก้ไข

 

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากสื่อสารคลาดเคลื่อน ซึ่งหลังจากนี้ อนุกรรมการวิสามัญจะทำหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงและนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาซึ่ง ก.ต.เป็นคนกำหนดนโยบายบริหารงานบุคคล วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา แต่งตั้งโยกย้าย และการลงโทษทางวินัยผู้พิพากษา

 

ดังนั้น แม้อธิบดีผู้พิพากษาภาคจะย้ายผู้พิพากษาในภาคตัวเอง หากผู้พิพากษาไม่ยินยอมก็ไม่สามารถที่จะย้ายได้ ส่วนอำนาจของการแต่งตั้งโยกย้าย หรือถ้าไม่ใช่โยกย้ายประจำปี อำนาจประธานศาลฎีกาจะสั่งย้ายผู้พิพากษาโดยไม่รับความยินยอม ก็ไม่มีอำนาจที่จะย้ายผู้พิพากษาได้ หากจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ก.ต.เห็นชอบ

 

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ย้ายออกนอกพื้นที่นั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ส่วนแนวทางในการป้องกันปัญหานั้น จะมี 2 ส่วน คือคนที่รับผลกระทบตอนนี้พักรักษาตัวโดยจะดูแลทั้งสภาพร่างกายและจิตใจเป็นอันดับแรก ส่วนการบริหารงานบุคคล จะจัดการอย่างไร เป็นหน้าที่ของ ก.ต.ที่จะต้องพิจารณา

 

 

ทั้งนี้ นายสราวุธ กล่าวอีกว่า ก่อนที่ผู้พิพากษาจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่จะต้องปฏิญาณตนในการทำงาน โดยการทำงานระบบการพิจารณาพิพากษาของศาล เป็นระบบองค์คณะในการตัดสินคดี

 

ยกตัวอย่างเช่น ศาลจังหวัดจะต้องมีผู้พิพากษา 2 คน เป็นองค์คณะในการตัดสินคดี ซึ่งหัวหน้าศาลหรืออธิบดีฯ จะสั่งให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีตามความต้องการของหัวหน้าศาล หรืออธิบดีฯ ไม่ได้เด็ดขาด ไม่ใช้ระบบข้าราชการพลเรือนที่บังคับบัญชาตามลำดับชั้น  แต่ทำได้เพียงความเห็นแย้งเท่านั้น และการทำความเห็นแย้งไม่ได้มีผลกระทบต่อคำพิพากษา แต่มีประโยชน์สำหรับการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป

 

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกล่าวถึงคดีความมั่นคงว่า ที่ผ่านมาสำนักงานศาลยุติธรรมเราได้รับความร่วมมือ ได้รับความสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหาร ตำรวจ ทหาร ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรม ยืนยันศาลมีความเป็นกลาง มีอิสระในการทำหน้าที่ เราจะลงโทษคนตามพยานหลักฐาน

 

"เราจะไม่ลงโทษคนโดยมีเหตุสงสัย และมั่นใจว่าผู้พิพากษา 5,000 คน ในประเทศ ทำหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซง ถ้ามีการร้องเรียนว่ามีการแทรกแซง สำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการ รายงานที่ประชุม ก.ต. และจะรายงานถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยทันที" นายสราวุธ กล่าว