การเมือง

"ผอ.ไบโอไทย" ลุ้นมติกรรมการวัตถุอันตราย แบน 3 สารพิษ

9 ตุลาคม 2019 เวลา 13:17 น.
เปิดอ่าน 431

แม้ผลคณะทำงาน4 ฝ่ายให้แบนสารพิษ3ชนิดแต่ไม่ได้บ่งบอกว่ากก.วัตถุอันตรายจะโหวตตาม

แม้คณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ  ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค มีมติ 9-0 ให้ยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต  ถึงขนาดมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์  ซึ่งเป็นประธานการประชุมคณะทำงาน ออกมาประกาศจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกรในปี 2563 ก็ตาม 

 

แต่ทว่าการประกาศยกเลิกสารพิษทั้ง 3 ชนิดก็ยังไม่เป็นที่สะเด็ดน้ำ เนื่องจากต้องนำ มติรายงานคณะทำงานเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย เคาะอีกครั้ง  

 

เส้นทางการจะแบนสารพิษที่เรียกร้องกันมากว่าสองปีจะจบลงแบบเป็นของขวัญปีใหม่เกษตรกรมีความสุขถ้วนหน้า ตามที่รมช.เกษตรฯ กล่าวไว้  หรือ มีเงื่อนไขอะไรตามมาหรือไม่

 

วิทูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย เปิดเผยเนชั่นสุดสัปดาห์ว่า  การที่คณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4ฝ่าย) มีมติ 9-0 ยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต  ถือเป็นความชัดเจนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปอย่างเต็มที่ ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้แนะนำให้มีการหารือกันทั้ง 4 ฝ่าย

 

หลังจากก่อนหน้านี้มีความคลุมเคลือว่ากระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าได้หรือไม่ จากเดิมที่คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาพอสมควร แต่ถือว่าจบอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นข้อดีที่ทุกอย่างจะได้ชัดเจนเร็วขึ้น แต่ผลที่ออกมายังไม่ได้ชี้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะโหวตตาม 4 ฝ่ายที่ออกมา จึงต้องรอผลการลงมติงของคณะกรรมการวัตถุอันตรายอีกครั้ง เพราะเงื่อนไขที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้เสนอไว้ก่อนหน้านี้ว่า ขอให้มีการเสนอเรื่องสารทดแทนหรือวิธีการทดแทนต้องมีความปลอดภัยกว่า และต้นทุนต้องไม่เพิ่มขึ้น

 

 

นายวิทูรย์ กล่าวต่อว่า ในแง่หนึ่งเป็นโอกาสดีที่กระทรวงเกษตรฯ จะได้เตรียมข้อมูลให้ชัดเจนตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายเสนอไว้ แต่อีกด้านตนยังกังวลว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะใช้เงื่อนไขไม่แบนแบบเดียวกับที่เคยทำมา 2 ครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายได้ให้อำนาจคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีอำนาจจัดประเภทสารจากชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ซึ่งคือการแบนนั่นเอง

 

 

ทั้งนี้ หากมีการแบน 3 สารแล้วนั้นหากพูดไปถึงวิธีการทดแทนที่ไม่ใช่เรื่องสารทดแทน อยากให้ข้อมูลว่าขณะนี้มีเกษตรกรในประเทศทั้งหมด 6.8 ล้านครัวเรือน มีเกษตรกรที่ใช้ 3 สารเหล่านี้ที่ไปลงลงชื่อไว้ 4 แสนราย หรือประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์จากยอดเกษตรกรทั้งหมด เพราะฉะนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้ไม่ใช่เป็นกลุ่มที่เมื่อแบน 3 สารพิษจะกระทบกับเกษตรกรทั้งหมด

 

"ส่วนทางเลือกหรือวิธีการทดแทนให้ดูจากประเภทของพืชที่ใช้สารเหล่านี้ โดยในตระกูลยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน ปัญหาของวัชพืชจะอยู่ในช่วง 1-5 ปีแรกเท่านั้น จากนั้นปัญหาวัชพืชไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อีกแล้ว วิธีการที่ดีที่สุดคือการใช้พืชคลุมดินซึ่งเคยใช้มาโดยตลอด

 

แต่ทางเลือกนี้ปัจจุบันรัฐบาลอินโดนีเซียได้แนะนำกิจการที่ทำสวนปาล์มหรือยางพารา ซึ่งเขาจะแบนสารเหล่านี้พร้อมเราในวันที่ 1 ม.ค.2563 โดยฝ่ายที่อ้างว่าไม่มีสารทดแทนเขาไปยกกรณีต้องใช้สารเคมี ซึ่งสารเคมีที่ว่านี้มีราคาแพงกว่า 3-4 เท่า หากใช้สารตัวนี้มาแทนจะมีราคาแพงขึ้นจริง ซึ่งไม่แนะนำให้ใช้ทางเลือกนี้"

 

วิทูรย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนพืชประเภทข้าวโพดและอ้อยมีสารทดแทนซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีข้อมูลนี้อยู่ ซึ่งเท่าที่ตนดูมีที่แพงกว่าและถูกกว่าจึงไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่พืชชนิดเดียวที่รายงานกับคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังเห็นว่ามีต้นทุนจะแพงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ คือมันสำปะหลัง ทำให้กรณีนี้ต้องใช้มาตรการสนับสนุนของรัฐเพื่อช่วยเกษตรกร แต่ทั้งหมดเป็นการประเมินไว้เพราะฐานข้อมูลยังหายากมาก

 

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากแบน 3 สารพิษแล้วจะมีกลุ่มทุนใหม่เข้ามาได้สิทธินั้น ต้องบอกว่าสารเคมีที่พูดถึงบ่อยๆ คือกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 บริษัทเดิมเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ แต่วาทกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตกระบวนการแบน หากจะมีการใช้ตัวใหม่ก็จะมาจากต้นทาง 3 บริษัทยักษ์ใหญ่หรือไม่มากไปกว่านี้