วิเคราะห์ประเด็นร้อน

"ศิริชัย วัฒนโยธิน" ไม่ใช่คนอื่นไกลออกโรงเขย่า “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา”

8 ตุลาคม 2019 เวลา 14:02 น.
เปิดอ่าน 13827

เคยตกเป็นข่าวสะเทือนวงการตุลาการพลาดเก้าอี้ประธานศาลฏีกาจนขอท้าชนหัวหน้าคสช.

ทันทีที่มีการเผยแพร่ข้อความในกรุ๊ปไลน์ของนักศึกษา นักกิจกรรมว่า ในวันที่ 8 ต.ค.เวลา14.00 น.  นายศิริชัย วัฒนโยธิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ จะมีการแถลงข้อเท็จจริงเบื้องลึกเกี่ยวกับ “ผู้พิพากษาคณากร  เพียรชนะ” ยิงตัวหลังตัดสินคดีความ

 

ในงาน"คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน"  ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์กรุงเทพ ถนนเพชรบุรี ตรงข้ามที่ทำการพรรคเพื่อไทย ห้องจัดงานคือแลงคาสเตอร์ 6-7 ชั้น 2

 

ดูจะได้รับความสนใจตามมา เพราะ ข้อความดังกล่าวไม่ได้เผยแพร่เฉพาะกรุ๊ปไลน์ของนักศึกษา นักกิจกรรม เท่านั้น แต่มีการส่งต่อข้อความขยายออกไปถึงสื่อมวลชน ด้วยจุดประสงค์ให้มาร่วมติดตามทำข่าว  โดยเฉพาะการระบุถึงผู้มาแถลง คือ “นายศิริชัย วัฒนโยธิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ “  ยิ่งสร้างความน่าสนใจมากขึ้น เพราะเป็นบุคคลระดับสูงในแวดวงตุลาการ

 

ชื่อของ  “ศิริชัย  วัฒนโยธิน” ไม่ใช่คนอื่นไกล  อดีตผู้พิพากษาอาวุโสรายนี้เคยตกเป็นข่าวสะเทือนแวดวงตุลาการ โดยเขาเป็นหนึ่งในแคนนิเนตทีจะขึ้นสู่ตำแหน่งประธานศาลฏีกา แต่เมื่อมาถึงชั้นที่ประชุมกรรมการตุลาการ(ก.ต.) มีมติตีตกและให้มีการคัดเลือกคนใหม่

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนก.ค.ปี 60  คณะอนุกรรมการกต. ต้องมีการกลั่นกรองบัญชีแต่งตั้ง บุคคลแทนนายวีรพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฏีกาขณะนั้นที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.60   โดยอนุกต.กลั่นกรองชื่อ นายศิริชัย ถึงสี่ครั้งก่อนรายงานให้ที่ประชุมกต.ทราบ  ซึ่งในที่สุด กต.ขณะนั้น เห็นชอบแต่งตั้ง นายชีพ จุลมนต์ เป็นประธานศาลฏีกา

 

เหตุผลที่ศิริชัย พลาดตำแหน่งประธานศาลฏีกา มีการแถลงผ่านโฆษกศาลยุติธรรมเมื่อวันที่ 4 ก.ค.60 ว่า แม้เขาจะมีอาวุโสสูงสุดแต่ยังไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานศาลฏีกา

 

“การพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถในการบริหารไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหลักอาวุโส เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการศาลยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งการเลื่อนตำแหน่งการโยกย้าย ประจำตำแหน่งข้าราชการตุลาการปี 54  ที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์ไม่เห็นชอบให้นายศิริชัยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา” สืบพงษ์  ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม แถลงไว้เมื่อวันที่ 4  ก.ค. 60

 

ขณะเดียวกัน  กต. ยังได้มีการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนายศิริชัย กรณีการโอนย้ายสำนวนพร้อมกับ อนุมัติเปิดตำแหน่งที่ปรึกษาประธานศาลฏีกาซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าประธานศาลอุทธรณ์เพื่อรองรับ ศิริชัย มานั่งในตำแหน่งดังกล่าวด้วย  

 

อย่างไรก็ตาม ศิริชัย ไม่ขอรับตำแหน่งดังกล่าวพร้อมกับแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ในเวลาต่อมา   

 

 

การแถลงข่าวครั้งนั้น ศิรชัย ระบุว่า  ได้ถอยมาสุดทางแล้วแต่ยังถูกสอบสวนอีกโดยยืนยันการขอโอน 3 สำนวนคดียาเสพติดเป็นไปด้วยความถูกต้องมีการลงลายลักษณ์อักษรถึงเหตุผลต่างๆ ชัดเจน  พร้อมกับเรียกร้องความเป็นธรรมไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  หัวหน้าคสช. และประชาชน  ให้เห็นถึงผู้ที่ทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรมกลับต้องไปรับชะตากรรมเช่นนี้  

 

อย่างไรก็ตาม หล้งการลาออกจากตำแหน่งศิริชัย ได้ออกไปให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ โดยเฉพาะการออกรายการทางสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ถึงกับประกาศว่า สนใจลงเล่นการเมืองอยากเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและไม่กลัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.

 

 “ท่านพูดว่าผู้มีอำนาจยุคนี้ก็เป็น "นักการเมือง" เหมือนผู้มีอำนาจทุกยุค คสช.และ สนช.คือนักการเมืองอีกพวก ซ้ำท่านกล้าพูดขนาดบอกว่าอำนาจบริหารตั้งตัวเป็นใหญ่เหนืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจอื่นๆ”  ศิโรตม์   คล้ามไพบูลย์  นักวิชาการและผู้ดำเนินรายการวอยซ์ทีวี โพสต์ข้อความการให้สัมภาษณ์ของอดีตประธานศาลอุทธรณ์รายนี้  เมื่อวันที่ 18 ต.ค.61

……………..

 

พลิกแฟ้มประวัติ   ศิริชัย วัฒนโยธิน 

 

 

สำหรับประวัติ นายศิริชัย วัฒนโยธิน จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และหลักสูตรเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และปริญญาโทนิติศาสตร์มหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสอบเข้าเป็นผู้พิพากษาแล้ว ก็ได้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ก้าวหน้าตามลำดับชั้น กระทั่งได้ขยับตำแหน่งอาวุโสขึ้นเป็น ประธานศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.58 ซึ่งนับเป็นตำแหน่งที่มีอาวุโสอันดับ 2 รองจากประธานศาลฎีกา

 

ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาพิจารณาตัดสินคดีนั้น   ศิริชัย ยังเคยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้เป็น 1 ใน 9 องค์คณะพิจารณาสำนวนคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลายคดี อาทิ คดีที่ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีหมายเลข 26 ของประเทศ พร้อมพวกรวม 4 คน เป็นจำเลย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ

 

กรณีสั่งการสลายการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม พธม.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51ซึ่งปิดล้อมอาคารรัฐสภาจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่เนื่องจากระหว่างนั้นในปี 2558 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็น ประธานศาลอุทธรณ์ จึงต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่องค์คณะดังกล่าวไป

 

คดีที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ กรณีไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลทำให้รัฐได้รับความเสียหายร่วม 5 แสนล้านบาทแต่เนื่องจากระหว่างนั้นในปี 2558 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็น ประธานศาลอุทธรณ์ จึงต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่องค์คณะดังกล่าวไปเช่นกัน

 

มีหนึ่งคดีที่นายศิริชัย นอกจากจะได้รับเลือกเป็นองค์คณะแล้ว ยังได้รับเลือกเป็นเจ้าของสำนวนด้วย คือคดีคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยฯ , นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการ และกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย , กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทในเครือกฤษดามหานคร และ 3 บริษัทในเครือกฤษดามหานคร เป็นจำเลย รวม 26 ราย

 

ซึ่งองค์คณะฯ มีมติพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับจำเลยดังกล่าวขณะที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็น "ประธานศาลอุทธรณ์" ได้กำหนดแนวทางบริหารคดีในศาลลดจำนวนที่ค้างสะสม ซึ่งในปี 2559 ศาลอุทธรณ์ได้รับเลือกให้เป็น ศาลดีเด่นในกลุ่มศาลสูง ประจำปีงบประมาณ 2559