Inside ครม.

เปิดร่างกม.ตัดอำนาจสว.ถอดถอนผู้พิพากษา

7 ตุลาคม 2019 เวลา 20:28 น.
เปิดอ่าน 842

 หากร่างกม.ฉบับนี้ผ่านสภาเท่ากับล้มอำนาจสว.ถอดถอนตุลาการที่มีมานานกว่า20ปี

เหตุการณ์ ผู้พิพากษา ยิงตัวเองที่ศาลจังหวัดยะลา พร้อมกับเผยแพร่แถลงการณ์ออกมาว่ามีระดับอธิบดีศาลแทรกแซงคำพิพากษาของตนเอง โดยมีข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านไปถึงสภานิติบัญญัติและนายกรัฐมนตรี กำลังตกเป็นที่สนใจของผู้คน

              

โดยเฉพาะต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง เป็นไปตามแถลงการณ์ของผู้พิพากษาท่านนี้หรือไม่  ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ กต.ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมวิสามัญตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน และจะรายงานต่อที่ประชุมกต. ต่อไป

             

เรื่องราวของตุลาการท่านนี้ในบั้นปลายจะเป็นอย่างไรซึ่งก็คงจะต้องมีการนำข้อกฎหมายของศาลมาเทียบเคียงประกอบกันด้วย

               

ช่างประจวบเหมาะกับการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค.62  ทางสำนักงานศาลยุติธรรมก็ได้นำเสนอร่างพ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการตุลาการ) ให้ที่ประชุมครม.พิจารณาเช่นกัน

 

           

ร่างกม.ฉบับนี้ถือว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากว่า มีข้อเสนอให้ตัดอำนาจวุฒิสภาถอดถอนตุลาการออกไป

           

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.

           

1. ยกเลิกการกำหนดให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง กรณีวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง
              

2. กำหนดให้การพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการซึ่งมิใช่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา กรณีตาย เกษียณอายุ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ 

           

ทำไมถึงมีการตัดอำนาจวุฒิสภาถอดถอนตุลาการ???

 

           

ประเด็นนี้ ต้องย้อนกลับไปที่ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ฉบับปี 2543 ซึ่งมีการบังคับใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฎว่า ในมาตรา 32 ระบุถึงการพ้นตำแหน่งตุลาการ วงเล็บ 8  ว่า “วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่ง”

         

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 190 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตําแหน่ง แต่ในกรณีที่พ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ ตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ        

          

สำนักงานศาลยุติธรรม จึงมีความเห็นว่า  ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนตุลาการประกอบกับ รธน.มาตรา 190  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตําแหน่ง แต่ในกรณีที่พ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ ตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ  จึงสมควรต้องแก้ไขกม.ระเบียบข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมปี 43 ให้ทันสมัยสอดคล้องกับรธน.ฉบับปัจจุบันด้วย  

         

ทั้งนี้ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 32   เมื่อตัด ( 8 ) ในการให้อำนาจวุฒิสภาถอดถอนออกไปแล้ว ก็จะทำให้ข้าราชการตุลาการจะพ้นตำแหน่งเมื่อ

 

  1. ตาย
  2. ได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา 33 วรรคสอง
  3. พ้นจากราชการตามมาตรา 8 / 1
  4. โอนไปรับราชการฝ่ายอื่น
  5. ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
  6. ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 15 มาตรา 34 หรือ มาตรา 35
  7. ถูกสั่งลงโทษ ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก  

 

        

การพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการซึ่งมิใช่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาตาม (1)(3)(6) หรือ (7) ให้นำความบังคมทูลเพื่อทรางทราบ ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่ง ตาม (2)  (4) หรือ (5)  ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง  พระบรมราชโองการดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันออกจากราชการ หรือวันโอน แล้วแต่กรณี

     

นั่นหมายความ เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ผ่านขั้นตอนเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ และเห็นชอบตามนี้เท่ากับปิดทางวุฒิสภามีอำนาจถอดถอนตุลาการ ที่มีการบังคับใช้กันมายาวนานกว่า 20 ปี