Inside ครม.

คาดไม่ถึง"ประเสริฐ บุญเรือง" ขึ้นตำแหน่งปลัดศึกษาธิการ

7 ตุลาคม 2019 เวลา 14:41 น.
เปิดอ่าน 6593

เป็นไปตามคำกล่าวของเจ้ากระทรวงสลับโผ 3 บิ๊กกระทรวงนาทีสุดท้าย

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 7 ต.ค. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563  ตามขั้นตอนจากนี้ จะมีการเสนอร่างพ.ร.บ.เข้าสู่ที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญ พิจารณาในวันที่ 17-18 ต.ค.นี้ 

 

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับโผโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนายณัฐพล ทีปสุวรรณ   รมว.ศึกษาธิการ ยื้อแล้วยื้ออีกไม่นำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) จนล่วงเลยเกินปีงบประมาณ 62 มาถึงวันนี้ (7 ต.ค.62 )

 

ในที่สุด ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 3 ราย  ทั้งนี้มีการพลิกโผเล็กน้อย ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการคาดหมายว่า นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษาจะได้ขึ้นปลัดศธ. แต่รมว.ศึกษาธิการ ได้เสนอชื่อ  นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวง ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งเป็นไปตามที่ รมว.ศึกษาธิการแพลมไว้ว่า "อาจมีตำแหน่งคาดไม่ถึง"

 

ที่เปลี่ยนโผอีกเช่นกัน คือ ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา  จากเดิมเก็งกันว่า  นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดศธ. จะได้รับตำแหน่งนี้ แต่ เมื่อดันนายประเสริฐขึ้นเป็นปลัดศธ.แล้ว  ทำให้ รมว.ศึกษาธิการ เสนอชื่อ นายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา     

 

ขณะที่นายอำนาจ วิชยานุวัติ รองปลัดกระทรวง ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นไปตามโผเดิม   

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

 

สำหรับมติครม.อื่นๆที่น่าสนใจ  อาทิ 

 

ครม.รับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 37 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง  (37th ASEAN Ministers on Energy Meeting (37th  AMEM) and its Associated Meetings) ระหว่างวันที่ 2- 6 กันยายน 2562  ณ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดหลักของการประชุม คือ “Advancing Energy Transition through Partnership and Innovation”  ซึ่งมีผลการประชุมที่สำคัญดังนี้

 

1.การประชุม 37th AMEM


(1) ไทย สปป.ลาว และมาเลเซีย ยืนยันการเพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทยไปยังมาเลเซียที่ปริมาณสูงสุด 300 เมกะวัตต์ (ตั้งแต่เดือนมกราคม 63 - ธันวาคม 64)

 

(2)อาเซียนตั้งเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้เท่ากับร้อยละ 23 ในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน 

 

(3) อาเซียนสามารถลดความเข้มข้นการใช้พลังงานได้ร้อยละ 24.4 (เป้าหมาย คือ ร้อยละ 20 ในปี 63 และร้อยละ 30 ในปี 73) พร้อมขยายตลาดอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศแบบประหยัดพลังงานให้มีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

(4) อาเซียนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยมีการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซในอาเซียนกว่า 3,673 กิโลเมตรใน 6 ประเทศ 13 จุดเชื่อมโยงผ่านแดน 8 สถานีเปลี่ยนสภาพก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสามารถรองรับก๊าซธรรมชาติกว่า 36.5  ล้านตันต่อปี 

 

(5)รับทราบแนวทางการสนับสนุนเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดและการผลักดันการจัดตั้งศูนย์องค์ความรู้ด้านถ่านหินอาเซียน (ASEAN Coal Centre  of Excellence) เพื่อรองรับการเติบโตโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปี 83

 

2.การประชุม รมต. อาเซียน+3 ด้านพลังงาน ครั้งที่ 16  เห็นพ้องสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานถ่านหิน น้ำมัน และนิวเคลียร์เพื่อประชาชน 

 

3.การประชุม รมต. เอเชียตะวันออก ด้านพลังงาน ครั้งที่ 12  ติดตามความคืบหน้าในด้านประสิทธิภาพและอนุรักษ์พลังงาน ด้านการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก

 

นอกจากนี้ ไทยได้หารือทวิภาคีร่วมกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) สปป. ลาวสิงคโปร์ เมียนมา ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย อเมริกา  และกัมพูชา ซึ่งมีผลการหารือที่สำคัญ เช่น


 
1.โครงการจัดทำข้อเสนอแนะร่วมกับ IEA ด้านการส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน

 

2. สปป.ลาว ขอให้ไทยเร่งพิจารณา Tariff MoU ของโครงการน้ำงึม 3 ภายในปี 2562 ในการเชื่อมโยงและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างจีน ลาว และไทย และเสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง ซึ่งเป็นโครงการต่อไปในการขายไฟฟ้าให้กับไทย

 

3.มาเลเซีย เห็นพ้องกับไทยในการเร่งหาแนวทางการจัดการกรณีระบบสายส่งกระแสตรงแรงดันสูงเชื่อมต่อระหว่างไทยและมาเลเซียกำลังจะหมดอายุการใช้งาน 

 

4.ญี่ปุ่น ขอให้ไทยสนับสนุนแนวคิดริเริ่มพลังงานสะอาดเพื่ออนาคตของอาเซียน (Clean Energy Future Initiative for ASEAN: CEFIA)

 

มติครม.ที่น่าสนใจ มีดังนี้   https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/23679