วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ยุบ7พรรคฝ่ายค้าน ?

7 ตุลาคม 2019 เวลา 08:15 น.
เปิดอ่าน 13199

เมื่อพิจารณาจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีสิทธิ์"ยุบพรรค"ได้เช่นกัน

สถานการณ์ทางการเมืองได้เดินมาถึงจุดที่มีการใช้กฎหมายห้ำหั่นกันอีกครั้ง ภายหลัง พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยกเอามาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา ฐานยุยงปลุกปั่นเพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดกับแกนนำพรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค และพวกรวม 12 คน จากกรณีที่มีอภิปรายบนเวทีเสวนาที่จ.ปัตตานี ถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1

 

ตามขั้นตอนจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ต่อไป

 

อย่างที่ทราบกันดีว่ามาตรา 1 เป็นบทบัญญัติที่รองรับหลักการความเป็นรัฐเดี่ยวของราชอาณาจักรไทย ซึ่งมิอาจแบ่งแยกได้ โดยบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพ.ศ.2475 และในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับต่อมาก็ได้บัญญัติไว้เป็นทำนองเดียวกัน

 

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เมื่อมีการอภิปรายพาดพิงมาตรา 1 จะทำให้บางฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และชวนให้เกิดการตีความเจตนาของผู้อภิปรายที่พาดพิงมาตรา 1 ไปได้หลายทิศทาง ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษของมือกฎมายจากกอ.รมน.

 

 

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้มีแต่เพียงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งก็หยิบรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มาเป็นต้นทางของการฟ้องคดีเช่นกัน

 

ปรากฎให้เห็นจากกรณีที่ 'ศรีสุวรรณ จรรยา' เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไท ยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณากรณีการอภิปรายมาตรา 1 เพื่อเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญสั่งวินิจฉัยให้พรรคร่วมฝ่ายค้านยุติการรณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยช่องทางตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอัยการสูงสุดจะมีเวลาพิจารณาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ หากอัยการสูงสุดไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าว หรือมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ สามารถข้ามไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงต่อไป

 

มาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มีรากฐานมาจากมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ด้วยอัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่เป็นหลักประกันว่าจะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

 

ทั้งนี้ มาตรา 49 บัญญัติเหตุที่เป็นการกระทำที่จะมีผลให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกการกระทำ คือ  การที่บุคคลให้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมาตรา 49 กำหนดผลของการกระทำเพียงแค่การสั่งให้การกระทำโดยศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ได้มีโทษถึงการยุบพรรคการเมืองเหมือนกับมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญในอดีต

 

ถึงกระนั้น แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 49 จะกำหนดผลแค่การสั่งให้ยุติการกระทำที่อาจเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีสิทธิไปถึงการยุบพรรคการเมืองได้เช่นกัน เมื่อพิจารณาจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2560

 

บทบัญญัติว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองอยู่ในมาตรา 92 โดยบัญญัติว่า "เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น (1) กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (2) กระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข...."

 

ในประเด็นนี้ 'เสรี สุวรรณภานนท์' ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา มีมุมมองว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรบัญญัติรับรองความเป็นรัฐเดี่ยวมาโดยตลอด แม้จะเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการอภิปรายในเชิงวิชาการ แต่อีกด้านหนึ่งจะต้องมีความระมัดระวัง เพราะอาจนำไปสู่การแบ่งแยกได้หรือความขัดแย้งอย่างรุนแรงก็เป็นได้

 

 

 

ประธานกมธ. อธิบายอีกว่า มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่ได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกแก้ไขได้ โดยจะเห็นได้จากหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นก็กำหนดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้อยู่แล้ว จึงเป็นประเด็นที่ไม่ควรมีการนำไปอภิปรายเพื่อสร้างความสับสน

 

“ที่สำคัญตามข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีตัวแทนของพรรคการเมืองเข้าไปร่วมเวทีที่ได้พูดถึงการแก้ไขมาตรา 1 ด้วย อาจทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้นถูกตรวจสอบตามกฎหมายพรรคการเมืองได้ด้วย แม้จะเป็นการพูดของบางคนเพียงคนเดียวก็ตาม ดังนั้น การทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง จะพูดโดยไม่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองไม่ได้”  ทัศนะจากส.ว.นักกฎหมาย