วิเคราะห์ประเด็นร้อน

อ่านเจตนารมณ์ มาตรา 116

5 ตุลาคม 2019 เวลา 21:19 น.
เปิดอ่าน 484

การเมืองกลับมาทวีความร้อนแรงอีกครั้ง ภายหลังพล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รับมอบอำนาจจากแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 แจ้งความพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลรวม 12 คน รวมไปถึงแกนนำ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น

 

โดยเป็นผลมาจากการที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดกิจกรรมฝ่ายค้านพบประชาชนสัญจรภาคใต้ในหัวข้อ "พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่" ที่จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายความมั่นคงได้ใช้ช่องทางตามกฎหมายอาญามาตรา 116 ในการดำเนินคดีกับฝ่ายการเมือง โดยสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจและทำการบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 ได้มีประกาศคสช.ฉบับที่ 37/2557, 38/2557 และ 50/2557 กำหนดให้พลเรือนต้องขึ้นศาลทหารในคดีตามความผิดประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องความมั่นคง โดยเฉพาะการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 แต่ในปี 2559 คสช.ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 ให้ยุติการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

 

อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าการใช้และการตีความมาตรา 116 ควรเป็นอย่างไร เนื่องจากระยะหลังมาตรา 116 ถูกใช้ในในลักษณะเอาผิดกับผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง

 

ในประเด็นนี้ มีมุมมองและคำอธิบายทางวิชาการในวารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 พ.ศ.2561 ได้อธิบายถึงมาตรา 116 ทั้งในแง่ของที่มาและพัฒนาการ ในหัวข้อ "เมื่อผู้ปกครองสถาปนาตนเป็นรัฐ: ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” กับการบังคับใช้กฎหมายแบบอํานาจนิยมในประเทศไทย" ซึ่งเขียนโดย 'นพพล อาชามาส' ไว้อย่างน่าสนใจซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

 

พัฒนาการมาตรา 116 ตามยุคสมัย

 

ความผิดข้อหายุยงปลุกปั่นเดิมนั้น ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกใน "พระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาทด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษนาการ ร.ศ.118" การออกกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ระบบการพิมพ์เข้าสู่สังคมและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปมีการขยายตัวในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆเพิ่มขึ้น ทำให้สิ่งพิมพ์ต่างๆกลายเป็นสมรภูมิสำคัญในการเผยแพร่ความผิดและแสดงออกทางการเมืองไปด้วย จึงมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเข้ามากำกับดูแล

 

ต่อมาเมื่อมีการจัดทำ "กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127" ซึ่งถือเป็นประมวลกฎหมายสมับใหม่ฉบับแรกของสยาม ตัวบทข้อหา "ยุยงปลุกปั่น" จะถูกนำไปบัญญัติอยู่ในมาตรา 104 ซึ่งอยู่ในภาคที่ 2 ว่าด้วยลักษณะความผิด กระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้มีความพยายามเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวบทกฎหมายที่ไม่สัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตยบางส่วน ซึ่งข้อหายุยงปลุกปั่นก็เป็นหนึ่งในตัวบทที่มีความพยายามปรับปรุงแก้ไขด้วย

 

ในปีพ.ศ.2478 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 104 อีกครั้ง การปรับปรุงแก้ไขสะท้อนถึงความพยายามของคณะราษฎรที่จะปรับปรุงกฎหมายบางส่วน ให้สอดคล้องกับแนวคิดในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นควรจะได้รับการคุ้มครอง

 

หลังจากนั้นในการจัดทําประมวลกฎหมายอาญาพ.ศ.2499 (ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2500) ก็ได้มีการย้ายฐานความผิดยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 104 เดิมมาอยู่ในมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ในหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร

 

โดยได้มีการแก้ไขตัวบท ทําให้มาตรานี้กลายเป็นเรื่องของการโฆษณาเผยแพร่ความเห็นที่ทําให้เกิดความไม่สงบและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐเป็นการเฉพาะ อีกทั้งยังย้ายเหตุยกเว้นความผิดเรื่องการแสดงออกในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือการแสดงติชมโดยสุจริตขึ้นไปบัญญัติให้กระชับขึ้นตั้งแต่ในวรรคที่ 1

 

“ยุยงปลุกปั่น” ไม่ใช่ “กบฏ” ต้องตีความเคร่งครัด

 

ความผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น” (Sedition) นั้นแตกต่างจากความผิดฐานกบฏ (Treason) โดยฐานความผิดประการแรกเป็นความผิดที่เกิดจากการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นไม่ใช่การลงมือกระทําการหรือดําเนินการโดยตรงเหมือนกับความผิดฐานกบฏความผิดข้อหากบฏเองก็ได้ถูกบัญญัติแยกไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114

 

โดยหลักการข้อกล่าวหานี้มีองค์ประกอบสําคัญ ได้แก่ องค์ประกอบภายนอกคือการกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชน คือ คนหมู่มากและมีองค์ประกอบภายในได้แก่การกระทําโดยเจตนาพิเศษ คือ กระทําโดยรู้สํานึกและประสงค์ต่อผลโดยมีเหตุเพื่อจูงใจประชาชนให้กระทําอย่างใดอย่างหนึ่งตามความในอนุมาตราต่างๆ การชักจูงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือรัฐบาลก็ต้องให้ใช้กําลังข่มขืนใจหรือใช้กําลังประทุษร้ายด้วย ไม่ใช่เพียงแค่จูงใจหรือชักชวนให้เปลี่ยนแปลงเฉยๆและเนื่องจากการถูกบัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคงของรัฐการตีความมาตรานี้ยิ่งต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด ไม่ให้การแสดงออกที่แม้จะ “ไม่เหมาะสม” กลายเป็นปัญหาเรื่อง “ความมั่นคงของรัฐ” ไปด้วย

 

ความคลุมเครือของตัวบทลักษณะของข้อกล่าวหาที่มีความร้ายแรงเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความซับซ้อนของเงื่อนไขปัจจัยทางการเมืองของไทยดังกล่าวกลายเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองในบริบททางการเมืองช่วงต่างๆโดยเฉพาะหลังการรัฐประหารในครั้งที่คณะรัฐประหารมีลักษณะจะเข้าถืออํานาจรัฐในระยะยาวและมีการควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มข้นก็มักจะนําข้อกล่าวหานี้มาใช้ตีความและกล่าวหาผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเฉพาะผู้แสดงออกในทางคัดค้านต่อต้านผู้ถืออํานาจในขณะนั้น

 

ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ในช่วงหลัง 2501 และยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ การวิพากษ์วิจารณ์หรือนำเสนอข้อมูลในเชิงลบของผู้นำ ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของการสร้างความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมหรือประชาชนที่คัดค้านการรัฐประหาร หรือฝ่ายตรงข้ามกับผู้ปกครองเป็นหลัก ข้อหานี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกในสังคมไทย

 

การปล่อยให้การตีความและการใช้กฎหมายลักษณะนี้ดําเนินต่อไปจะยิ่งทําให้ “กฎหมายความมั่นคง” มาตรานี้สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่รัฐในอนาคตทั้งยังส่งผลถึงหลักนิติรัฐในระยะยาวต่อไปอีกด้วย