วิเคราะห์ประเด็นร้อน

เกม ม.116 ใครจะเพลี่ยงพล้ำ

5 ตุลาคม 2019 เวลา 20:00 น.
เปิดอ่าน 3148

การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น เพื่อแจ้งความผิดกับผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ได้เป็นข้อพิพาทที่เพิ่งเกิดในทางการเมือง เนื่องจากย้อนไปก่อนหน้านี้ในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ ก็ปรากฏว่ามีนายทหารฝ่ายกฎหมายใช้มาตรา 116 ต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง

 

โดยเฉพาะกับกรณีที่เกิดขึ้นกับ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หรือ แกนนำของพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ รวมไปถึงภาคประชาชนรายอื่นๆที่ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการรัฐประหาร ซึ่งปรากฏว่ามีหลายคดีที่อัยการไม่สั่งฟ้องหรือศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง

 

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เป็นการจุดชนวนให้การเมืองกลับมาทวีความเดือดอีกครั้ง เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ที่ผ่านการทำประชามติ โดยปราศจากอำนาจตามมาตรา 44 ดังนั้น การแจ้งความดำเนินคดีกับฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นต่าง ย่อมไม่ควรเกิดขึ้น

 

แต่กระนั้น ถ้ามองในมุมทางการเมืองต้องยอมรับว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างก้าวพลาดกันทั้งคู่

 

ในมิติของฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้สร้างความเป็นเอกภาพผ่านการจัดเวทีสัญจรพบประชาชนในโครงการ “ฝ่ายค้านพบประชาชน” วัตถุประสงค์หลักมีเพียง 2 ประการ คือ 1.การรับฟังปัญหาของประชาชน และ2.รณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านเริ่มออกดอกออกผลอย่างเห็นได้ชัด เพราะสามารถสร้างแนวร่วมจากภาคประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ถึงขนาดที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา หรือแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ ต้องเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและเสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทั้งสภาฯต่างพร้อมใจลงมติให้นำการตั้งคณะกรรมาธิการดังกล่าวขึ้นมาเป็นวาระแรกของสภาฯในสมัยประชุมสามัญครั้งต่อไปในเดือนพ.ย.

 

หรือแม้แต่วุฒิสภาที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวและคัดค้านต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เริ่มอ่อนลง ภายหลังเริ่มส.ว.บางกลุ่มมีแนวความคิดในการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ หรือการโยนหินถามทางว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หากจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในนามของรัฐสภาเพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเฉพาะ

 

เรียกได้ว่าจากภารกิจการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้นั้นกลับเริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้น

 

ทว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านล่าสุดจากการจัดเวทีเสวนาที่จ.ปัตตานีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายค้านตกเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำก็ว่าได้ เนื่องจากการที่ปล่อยให้วิทยากรบางคนไปพูดถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ว่าด้วยความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย  ถึงจะไม่มีเจตนาในทางลบ แต่ด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับกลุ่มคนบางคนเช่นกัน

 

ด้วยเหตุนี้ การแจ้งความของ ‘พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ’ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือแม้แต่การที่ ‘ศรีสุวรรณ จรรยา' เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษณ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและสั่งให้ฝ่ายยุติการรณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 จึงเป็นการเคลื่อนไหวถูกที่และถูกเวลา แม้ว่าในอนาคตจะยังไม่รู้ว่าที่สุดแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม

 

แต่กระนั้น หากจะบอกว่าเกมนี้ฝ่ายค้านก้าวพลาดแต่เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกต้อง เพราะในมุมหนึ่งรัฐบาลก็เพลี้ยงพล้ำไม่ต่างกัน

 

กล่าวคือ ตามโครงสร้างของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เท่ากับว่าเมื่อนายทหารของกอ.รมน.ไปแจ้งความเอาผิดกับฝ่ายค้าน จึงไม่ต่างอะไรกับการทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ซึ่งฝ่ายค้านก็นำประเด็นนี้มาขยายผลเช่นกัน ส่งผลให้นายกฯต้องตกกระไดพลอยโจโดยปริยาย

 

เหนืออื่นใดการอ้างถึงมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา ฐานยุยงปลุกปั่น ด้านหนึ่งอาจเป็นการดำเนินการเกินจากความเป็นจริงไปพอสมควร เพราะการใช้และการตีความกฎหมายอาญามีหลักการว่าต้องตีความเคร่งครัด อีกทั้งเพียงแค่การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญที่พาดพิงมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญนั้นยังมีคำถามว่าจะเข้าข่ายมาตรา 116 หรือไม่ด้วย

 

ที่ผ่านมาคดีความเกี่ยวกับมาตรา 116 อัยการเคยมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลก็ยกฟ้องมาแล้วหลายกรณี จึงไม่แปลกที่การแจ้งความครั้งนี้จะถูกเพ่งเล็งเป็นแค่การใช้กฎหมายอาญาเพื่อเตะตัดขาฝ่ายค้านในทางการเมืองเป็นสำคัญ เพราะต้องไม่ลืมว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ

 

ดังนั้น จากภาพรวมที่เกิดขึ้น ถ้าจะบอกว่าฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเดินเกมผิดพลาดก็คงไม่ผิดนัก