การเมือง

รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองของ “พรรคอนาคตใหม่”

5 สิงหาคม 2019 เวลา 5:00
รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองของ “พรรคอนาคตใหม่”
เปิดอ่าน 439

พรรคอนาคตใหม่ เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่หลายฝ่ายจับตาทั้งในเรื่องการของการทำงานที่มีเสียงชื่นชมจากคนในรัฐบาลระหว่างการอภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรี หรือ เรื่องทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ที่มีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ท่ามกลางสายตาของสังคมที่เพ่งเล็งมาที่พรรคอนาคตใหม่ ทว่าพรรคกำลังเดินหน้าทำภารกิจสำคัญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และในโอกาสนี้เนชั่นสุดสัปดาห์ ได้มาสนทนากับ รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะหัวเรือใหญ่ของพรรค ถึงการทำงานในเรื่องดังกล่าวภายใต้แนวคิด “สภาร่างรัฐธรรมนูญประชาชน” ซึ่งอาจารย์ปิยบุตรยอมรับตามตรงว่า “เส้นทางนี้ยังอีกยาวนาน”

 

บทสนทนาเริ่มด้วยการที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ได้อธิบายถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

 

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกคนคงทราบกันดีว่ามีปัญหาในทุกมิติ ทั้งเรื่องที่มาเพราะมาจากการรัฐประหาร ส่วนกระบวนการนั้นแม้จะผ่านการทำประชามติก็ตาม แต่ก็เป็นการทำประชามติที่ไม่ได้มาตรฐานสากล เพราะฝ่ายรณรงค์ที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก”

 

“ถ้าจะถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำอย่างไร ผมคิดว่าเราต้องทำทั้งการขับเคลื่อนในสภาและนอกสภาที่ร่วมกับภาคประชาชน วิชาการและภาคประชาสังคม ซึ่งการทำงานกับประชาชนที่สำคัญที่สุด คือ การทำงานในทางความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญ”




 

แก้รธน.กับปากท้องไปด้วยกันได้

 

อาจารย์ปิยบุตร ยอมรับว่าภายใต้เงื่อนไขในทางปฏิบัติที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ การเปลี่ยนความคิดของคนในสามเรื่องสำคัญ มิฉะนั้นจะทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ยาก

 

“ทุกวันนี้เราพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขนั้นมักจะยกข้ออ้าง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ปัญหาปากท้องสำคัญกว่าจะอดตายอยู่แล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไปทำไม 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง และ 3.รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติ ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่ต้องเปลี่ยนความคิด”

 

ในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสัมพันธ์กับปากท้องของประชาชนอย่างไรนั้น อาจารย์ปิยบุตร อธิบายว่า “ผมคิดว่าทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปากท้องสามารถทำพร้อมกันได้และทำโดยคนละองค์กรด้วย รัฐบาลก็บริหารประเทศและแก้ไขปัญหาปากท้อง ส่วนสภาก็ขับเคลื่อนกันไปเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำพร้อมกันได้”

 

“รัฐธรรมนูญมีความสัมพันธ์กับปากท้องอย่างไรนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคนในสังคมมันยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ นักลงทุนต่างประเทศและผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก เห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องวิเคราะห์ได้ว่ารัฐบาลแต่ละชุดจะอยู่อย่างไม่เสถียรภาพ และถ้าอ่านเกมได้แบบนี้ว่ารัฐธรรมนูญจะส่งมาถึงรัฐบาลและรัฐสภาแบบนี้ เขาก็รู้ว่าจะกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งแบบเดิม อย่างนี้เขาไม่ลงทุนดีกว่า”

 

“หากเราทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยได้ รัฐธรรมนูญที่สามารถรัฐบาลมาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงและรัฐธรรมนูญที่สามารถสร้างระบบตรวจสอบรัฐบาลได้ด้วย ถ้าเราหารัฐธรรมนูญแบบนี้ได้ ความขัดแย้งแบบที่ผ่านมาก็จะไม่เกิด บ้านเมืองเดินหน้าต่อ ขณะเดียวกัน รัฐบาลที่ตัวแทนของประชาชนจริงๆหูของเขาก็ต้องฟังประชาชนตลอดเวลา เสียงของประชาชนจะดังและเข้าหูรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งย่อมเกี่ยวกับปากท้องแน่นอน ผมจึงคิดว่ามายาคติที่ว่าถ้าแตะรัฐธรรมนูญแล้วจะไม่ได้แก้ไขปัญหาปากท้องนั้นไม่เป็นความจริง”

 

 

 

ฟื้นจิตวิญญาณรธน.2540

 

สำหรับรูปแบบของการขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นอาจารย์ปิยบุตรระบุว่าจะเน้นรูปแบบที่เคยมีการดำเนินการจนนำมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 โดยจะใช้วิธีการที่เรียกว่า “สภาร่างรัฐธรรมนูญประชาชน"

 

“เราจะรณรงค์กับภาคประชาสังคมและภาควิชาการเพื่อดึงสปิริตหรือจิตวิญญาณของการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เป็นเจ้าของร่วมกันของคนทั้งประเทศกลับมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้เพื่อใครคนใดคนหนึ่งแต่การทำร่วมกันของคนทั้งประเทศภายใต้แนวคิดที่มีชื่อว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญประชาชน

 

“ในท้ายที่สุดที่เราหวัง คือ ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างมาตลอด คือ การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ2540 เราเกิดสิ่งที่เราเรียกกันว่าประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2521 ซึ่งรัฐธรรมนูญเวลานั้นมีเนื้อหาคล้ายๆกับรัฐธรรมนูญ2560 คือ มีสว.จากการแต่งตั้ง มีข้าราชการประจำ ทหาร เข้าไปดำรงตำแหน่ง รัฐบาลก็เป็นรัฐบาลผสมกันจำนวนมากและเอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นระบบข้าราชการขึ้นมาครอบงำนักการเมืองจากการเลือกตั้ง การดำเนินนโยบายแบบก้าวหน้าก็ติดขัดไปหมด”

 

 

ดันเลือกตั้งสสร.ผสมวิชาการ

 

อาจารย์ปิยบุตร ย้ำว่าสถานการณ์ในเวลานี้เหมือนกับในอดีต ซึ่งเป็นการยิ่งตอกย้ำถึงเวลาแล้วที่ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญแบบผสมผสานระหว่างผู้ที่มาจากการเลือกตั้งและภาควิชาการ

 

“สิ่งที่เราต้องการ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1คน และมีสสร.จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะต้องไปจบที่การทำประชามติ ถ้าผ่านการทำประชามติก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้ามาแทนที่”

 

“วิธีการแบบนี้ความหมายที่สำคัญ คือ การทวงอำนาจการเขียนรัฐธรรมนูญกลับมาไว้ที่ประชาชนจากเดิมอยู่กับคณะรัฐประหาร ส่วนเรื่องเนื้อหาเรายังไม่ได้คุยกัน เพราะตอนนี้ต้องการเอาอำนาจการเขียนรัฐธรรมนูญกลับมาที่ประชาชน จากนั้นประชาชนจะมาคุยกันว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร”

 

ที่สำคัญ อาจารย์ปิยบุตร ยืนยันหนักแน่นว่าหากในอนาคตเกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาจริง จะไม่มีการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในบททั่วไปและพระมหากษัตริย์

 

“แน่นอนที่สุดจะต้องมีกรอบเบื้องต้นว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้กรอบเหล่านี้ ได้แก่ 1.หลักระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.หลักความเป็นราชอาณาจักรและความเป็นรัฐเดี่ยว 3.หลักนิติรัฐ การแบ่งแยกอำนาจ การประกันสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งหมดนี้เป็นกรอบเบื้องต้น ส่วนในรายละเอียดนั้นประชาชนจะเป็นฝ่ายกำหนดผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ”

 

 

เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล

 

ในท้ายที่สุดเส้นทางของการต่อสู้ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อาจารย์ปิยบุตร ยอมรับว่าเป็นเส้นทางที่ยาวนานและไม่สามารถกำหนดเวลาได้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด เพราะครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันทางความคิด

 

“ทุกท่านทราบดีว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มันแก้ไขไม่ได้ในทางปฏิบัติเพราะมีสว.อยู่ ทีนี้เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้สว. 250 คนที่มาจากการเลือกของพล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนใจเลิกฟังพล.อ.ประยุทธ์ แต่หันมาฟังประชาชนแทน ดังนั้น ต้องทำเสียงเรียกร้องของประชาชนให้ปรากฏ และผมเชื่อว่าในสภาจะเปลี่ยนไปตามความเห็นของประชาชนที่อยู่ข้างนอก”

 

“เรื่องเวลาการดำเนินการของเรา ผมคิดว่าเรากำหนดไม่ได้ เราต้องทำไปเรื่อยๆ เส้นทางนี้ยาวนาน ผมย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ครั้งที่แล้วที่กว่าจะได้รัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ก็ใช้เวลาเยอะพอสมควร แต่เราจะขอทำสุดความสามารถ”

 

“เวลาใครเห็นรัฐธรรมนูญ2560 จะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไปแก้ไข แต่ถ้าเรานั่งเฉยๆ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้แน่ที่จะเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เราต้องลงมือทำ ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ไม่เป็นไร วันหนึ่งถ้าผลสำเร็จขึ้นก็จะไม่ได้เป็นผลงานของพรรคอนาคตใหม่ แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นสมบัติร่วมกันของคนทั้งชาติ”อาจารย์ปิยบุตร สรุป

 


 

‘ธนาธร’ ยังเป็นผู้นำเสมอ

 

นอกเหนือไปจากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ยังได้สนทนาไปถึงทิศทางของพรรคอนาคตใหม่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการธำรงอยู่ของพรรค หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ‘ ต้องพ้นสภาพความเป็นสส. และ ความสนใจของต่อการเลือกตั้งท้องถิ่น

 

สำหรับกรณีของหัวหน้าพรรคนั้น อาจารย์ปิยบุตร เผยว่า “ต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ไม่ว่าอย่างไร คุณธนาธรก็ยังเป็นหัวหน้าพรรค หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณธนาธรมีลักษณะต้องห้ามและไม่สามารถเป็นสส.ได้ คุณธนาธรก็ยังเป็นหัวหน้าพรรค และรณรงค์เรื่องต่างๆได้ต่อเนื่อง”

 

“ผมคิดว่านี่คือบทพิสูจน์ที่จะแสดงให้เห็นว่าพรรคของเราเป็นสถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้ขึ้นกับคนใดคนหนึ่งเป็นสำคัญ ผมพูดกับสมาชิกพรรคและสส.ของพรรคเสมอว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มันต้องยอมรับว่าการยุบพรรคมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย และเราสู้คดีเต็มที่ แต่สุดท้ายเราไม่ได้เป็นคนตัดสิน ดังนั้น คิดว่าจะต้องทำงานต่อไปให้สังคมเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ทำงานหวังดีต่อบ้านเมือง แทนที่จะมานั่งกังวลใจว่าเราจะโดนยุบพรรคหรือไม่”

 

 

เดินหน้าต่อยอดลงสนามท้องถิ่น

 

ขณะที่ การเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และผู้ว่าฯกทม. เลขาธิการพรรค ระบุว่า พรรคก็ให้ความสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะการเลือกตั้งนายกฯอบจ. และจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในนามพรรค แต่สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เป็นเรื่องที่พรรคต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

 

“พรรคอนาคตใหม่ได้ชูธงเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นเป็นหลักมาตั้งแต่ตั้งพรรคการเมือง และเราตัดฺสินใจว่าจะส่งผู้สมัครลงในนามพรรค วิธีการคัดเลือกผู้สมัครของเราจึงไม่ได้คิดเรื่องตระกูลการเมือง ไม่ได้คิดถึงเรื่องผู้มีอิทธิพลหรือหัวคะแนนในพื้นที่ แต่เราคิดอย่างเดียว คือ การทำการเมืองแบบใหม่”

 

“วิธีการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค ได้แก่ 1.เป็นสมาชิกพรรค 2.อุดมการณ์ตรงกับพรรค และ 3.แข่งขันด้วยการเสนอนโยบายต่อพรรค เช่น เมื่อมีการสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใครที่อยากลงสมัครในนามพรรคอนาคตใหม่ต้องทำนโยบายมาเสนอต่อพรรค ประกอบด้วย 1.วิสัยทัศน์ว่าจังหวัดของคุณในอีก 10-20ปีข้างหน้าอยากให้จังหวัดของตัวเองเป็นอย่างไร 2.นโยบายของผู้สมัครต้องอธิบายและครอบคลุมเรื่องการใช้งบประมาณแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทุกอย่างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด”

 

“พรรคอนาคตใหม่ประเมินตัวเองต่ำมาก และคิดว่าไม่ส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัด และถึงแม้จะได้นายกฯมาไม่กี่คนก็ไม่เป็นไร สมมติพรรคมีนายกฯหนึ่งคน ขอแค่คุณทำจังหวัดให้มันแจ๋วจริงๆ คนก็จะเห็นกันหมดว่าวิธีของพรรคอนาคตใหม่สามารถทำได้”

 

“นอกจากนั้น นโยบายหาเสียงเลือกตั้งระดับชาติของพรรค เมื่อเรายังไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็สามารถนำมาดำเนินการในจังหวัดได้เลย เช่น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลก็สามารถนำใช้กับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารขององค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ได้ เป็นต้น”

 

 

 

‘อนาคตใหม่’ ไม่คิดเปลี่ยนระบอบ

 

จากการสนทนาถึงการดำเนินกิจกรรมของพรรค ในช่วงท้ายของการพูดคุย ได้ขอถือโอกาสสอบถามความคิดอ่านทางการเมืองของอาจารย์ปิยบุตรต่อกรณีที่ได้พูดถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กลางที่ประชุมรัฐสภาระหว่างการอภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมาว่าการอภิปรายในครั้งนั้นกำลังต้องการสื่อสารอะไรกับสังคม

 

“ที่ผ่านมากว่า 10ปี มีความพยายามทำลายล้างในทางการเมืองด้วยการหยิบยกประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าการยกเรื่องนี้มันไม่เป็นคุณใดๆทั้งสิ้น วิธีการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่ใช่การที่มาบอกว่าฉันมีมากกว่าเธอ หรือเธอมีน้อยกว่าฉัน การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีมีได้หลากหลายรูปแบบ”

 

“ผมยืนยันมาโดยตลอดว่าในชีวิตนี้ผมไม่เคยพูดและไม่เคยคิดแม้แต่ประโยคหนึ่งว่าต้องการให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ ผมไม่เคยพูดเลย นโยบายของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีสักประโยคที่จะพูดเรื่องนี้ เรายืนยันว่าเราต้องการให้ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ”

 

“ผมประกาศกลางรัฐสภาชัดเจนเพื่อให้สังคมเห็น พรรคเราเริ่มก่อตั้งมาก็ถูกตำหนิและถูกวิจารณ์ ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ตลอดเวลา และเราก็ยังไม่มีโอกาสพูดในสภา บางทีผมไปพูดในรายการโทรทัศน์บ้าง ผมต้องการให้สังคม สว. และคณะรัฐมนตรี ประชาชน ได้เห็นว่าเวลาคุณดูข่าวคุณไม่รู้จักผม คุณไม่รู้จักพรรคอนาคตใหม่หรอก คุณแค่เห็นแต่ข่าว แต่ถ้าคุณมารู้จักตัวพวกผมจริงๆในสภา ก็จะเห็นว่าไม่มีอะไร ได้มานั่งคุยกันและตาต่อตาในสภาก็ไม่มีอะไร สิ่งที่เราแสดงออกก็มีแต่ความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง”

 

“ผมคิดว่าการที่มีผู้มีอำนาจบางคนอาจตกใจว่าทำไมอยู่ดีๆพรรคนี้ได้คะแนนเสียงเยอะจังเลย มันน่ากลัวจังเลยต้องจัดการมันก่อนไหม ผมเรียนว่าวิธีแบบนี้เป็นการแก้ไขปัญหาไม่ถูก พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล คุณยุบพรรคการเมือง นิติบุคคลที่มีชื่อพรรคการเมืองนั้นก็หายไป แต่ความคิดคนยังอยู่ คนสนับสนุนก็ยังอยู่ เพราะในอดีตก็เคยยุบมาแล้วหลายพรรค แต่ก็เป็นแบบเดิม”

 

“ผมหวังว่าคนที่คิดกับเราว่าเราจะมาล้มมาล้าง น่าจะเข้าใจเรามากขึ้น เพราะคนที่มารวมตัวกันในพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ มีความปรารถนาดีต่อชาติ ผมคิดว่าแทนที่จะมาตั้งแง่ระหว่างกัน ผมคิดว่าเราจะหาฉันทามติใหม่ร่วมกันของสังคมไทยร่วมกันว่าเราจะออกทศวรรษที่สูญหายอย่างไรเป็นสำคัญมากกว่า” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่สรุป 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน