Inside ครม.

เบื้องหลัง ครม.สลับเก้าอี้ "บิ๊กมหาดไทย" 2 กรมใหญ่

17 กันยายน 2019 เวลา 19:29 น.
เปิดอ่าน 12

คนมหาดไทยไม่ว่าจะทำหน้าที่ที่กรมใด สามารถสลับปรับเปลี่ยนผู้บริหารได้เป็นเรื่องปกติ

ภายหลังกระทรวงมหาดไทย(มท.) มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติจำนวน 11 ตำแหน่ง โดยเฉพาะการสลับนายมณฑล สุดประเสริฐ จากอธิบดีกรมโยธาฯ ไปเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) โดยให้นายชยพล ธิติศักดิ์ จากอธิบดีกรมป้องกันฯ ไปเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง(ยธ.) แทน

 

หากย้อนไปถึงประวัติของนายมณฑลพบว่า จบปริญญาตรี วศบ. (โยธา) ม.พระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโท วศม. (สุขาภิบาล) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนายมณฑลจะเกษียณปี 2563 ถือเป็นลูกหม้อของกรมโยธาธิการและผังเมือง

 

ตั้งแต่รับราชการครั้งแรกในปี 2528 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา 3 สำนักผังเมือง และเติบโตในกรมโยธาธิการมาตลอดจนถึงปี 2555 ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

 

การย้ายมาเป็นอธิบดีกรมป้องกันฯ ครั้งนี้ นอกจากความเชี่ยวชาญด้านวิศกรรมแล้ว ในภารกิจหลังของกรมป้องกันฯ ที่ดูแลและกู้ภัยนายมณฑลเคยเป็นที่ปรึกษาและคณะทำงานโครงการจัดทำมาตรการด้านผังเมือง เพื่อป้องกันบรรเทาปัญหาอุทกภัยมาแล้วเมื่อปี 2553

 

ขณะที่นายชยพล สิงห์ดำ (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่น 31) รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทสาขาการบริหารการพัฒนา มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มิชิแกน สหรัฐอเมริกา โดยนายชยพลจะเกษียณปี 2563 เขาได้มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จากตำแหน่งเดิมที่รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2560

 

โดยมารับตำแหน่งแทน "บิ๊กฉิ่ง" ฉัตรชัย พรหมเลิศ (สิงห์ดำ รุ่น 32) ที่ขยับขึ้นแท่นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยนายชยพลเคยเป็นรองผู้ว่าฯ อุดรธานีตั้งแต่ปี 2552-2556 ก่อนจะขึ้นเป็นผู้ว่าฯครั้งแรกที่หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2556 ก่อนย้ายไปเป็นผู้ว่าฯนครสวรรค์ในเวลาต่อมา

 

เรียกว่าการสลับตำแหน่งครั้งนี้ ทำให้นายชยพลและนายมณฑล ต้องเปลี่ยผู้บังคับบัญชาในกระทรวงมหาดไทยโดยตรงไปด้วย เพราะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ "นิพนธ์ บุญญามณี" รมช.มหาดไทย (มท.2) จากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนกรมโยธาธิการและผังเมือง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ "ทรงศักดิ์ ทองศรีรมช.มหาดไทย(มท.3) จากพรรคภูมิใจไทย

 

 

 

 

"ทรงศักดิ์" บอกเหตุผลการสลับตำแหน่งครั้งนี้ว่า นายมณฑลอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯ มาครบตามระเบียบราชการแล้ว 4 ปีภายหลังมีการต่ออายุในตำแหน่งเดิมมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อครบรอบแล้วทำให้จำเป็นต้องสลับโยกย้าย

 

ที่ผ่านมานายมณฑลทำหน้าที่มาได้ดีอยู่แล้ว มีความรู้ความเข้าใจและทำงานต่อเนื่อง แต่เมื่อกฎหมายกำหนดไว้ต้องโยกย้ายปรับเปลี่ยน ถือเป็นเรืองปกติตามความเหมาะสมตามระบบโครงสร้างแต่ละกระทรวง

 

โดยผู้ที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยไม่ว่าจะทำหน้าที่ที่กรมใด สามารถสลับปรับเปลี่ยนผู้บริหารได้เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อมีข้อจำกัดก็ต้องปรับเปลี่ยน ไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไร

 

เมื่อไปเปิดกฎหมายตามที่ "ทรงศักดิ์ระบุไว้ั้นพบว่า อยู่ในระเบียบตามพ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน ..2551 มาตรา 58 ที่ระบุว่า "ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารผู้ใดปฏิบัติหน้าที่เดียวติดต่อกันเป็นเวลาครบ 4 ปี ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ดำเนินการให้มีการสับเปลี่ยน หน้าที่ ย้าย หรือโอนไปปฏิบัติหน้าที่อื่น เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะขออนุมัติ คณะรัฐมนตรีให้คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่เดิมต่อไปเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปีก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ..กำหนด"

 

ก่อนหน้านี้นายมณฑลเคยนั่งอธิบดีกรมโยธาฯ มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2555 แต่กระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ต่อเวลาการดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งครบกำหนดตามที่มาตรา 58 ได้ระบุไว้ จึงเป็นที่มาของการสลับนายมณฑลไปประจำตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯในครั้งนี้