วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ฝ่ายค้านจัด15ขุนพลขยี้”บิ๊กตู่”

17 กันยายน 2019 เวลา 19:07 น.
เปิดอ่าน 0

สถานการณ์การเมืองและความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านตลอดทั้งวันที่ 17 ก.ย.หนึ่งวันก่อนการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติในวันที่ 18 ก.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมรัฐสภาสมัยสามัญครั้งที่หนึ่ง เรียกได้ว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย

 

ตลอดทั้งวันมานี้พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรคได้ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทาง ประเด็นและตัวผู้อภิปรายในวันที่ 18 ก.ย.

 

'สุทิน คลังแสง' ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า  "ขณะนี้ได้มีการปรับลดจำนวนผู้อภิปรายเหลือเพียง 15 คน เนื่องจากต้องการเน้นคุณภาพไม่ต้องการเน้นปริมาณ  และหากอภิปรายได้ครอบคลุมทุกประเด็นทั้งการซักถามและการชี้แจงของนายกรัฐมนตรี รวมถึงได้รับความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่ประท้วงมากจนเกินไปก็อาจจะทำให้การอภิปรายจบเร็วกว่าเวลาที่กำหนด"

 

สำหรับตัวผู้อภิปรายนั้นฝ่ายค้านได้แบ่งออกเป็นสองชุดตามประเด็นของการอภิปรายที่ได้มีการเสนอญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

 

1.การถวายสัตย์ปฏิญาณ ผู้อภิปรายหลักนำโดยนายปิยบุตร  แสงกนกกุล  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส  ส.ส. บัญชีรายชื่อ  พรรคเสรีรวมไทย และนายวัน มูฮัมหมัด นอร์มทา ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ 

 

เนื้อหาของการอภิปรายจะไม่ไปพาดพิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ให้เหตุผลถึงการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการกระทำทางรัฐบาลและไม่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยขององค์กรใด แต่ฝ่ายค้านจะสอบถามเพื่อขอความชัดเจนว่าเหตุใดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถึงกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 161 โดยไม่ได้กล่าวคำว่า "...ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"

2.การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่ไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของงบประมาณ นำโดย นพ.ชลน่าน  ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

 

ในประเด็นนี้ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ได้กล่าวถึงที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้ดำเนินนโยบายแต่เพียงว่า "รัฐบาลจะมุ่งมั่นดําเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มีความถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยพัฒนาจากพื้นฐานที่ได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่อง และให้ความสําคัญกับกรอบวินัยด้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการสําหรับประชาชนสามารถนํารายได้บางส่วนจากภาษีที่จัดเก็บได้ในแต่ละปีมาใช้ในการสนับสนุนการดําเนินนโยบายดังกล่าว"

 

ฝ่ายค้านเห็นว่าการที่นายกฯกล่าวแค่การจะนำเงินภาษีมาใช้สำหรับการจัดทำนโยบายนั้นไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ซึ่งกำหนดต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย ที่สำคัญ การแสดงที่มาของรายได้นั้นควรต้องมีการอธิบายถึงความสามารถในการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายเงินภาษีด้วย เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นว่ากรอบของรายได้จะสัมพันธ์กับนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการหรือไม่ ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณแผ่นดินไปในลักษณะของ "ประชานิยม" ดังนั้น การระบุแค่เพียงที่มาของรายได้จะมาจากภาษีของประชาชน จึงไม่ถูกต้อง

 

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านจะถือโอกาสนี้อภิปรายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนเกี่ยวข้องไปในตัวด้วย

 

นอกเหนือไปจากประเด็นของการอภิปรายแล้ว ฝ่ายค้านยังเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับลูกไม้ทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล เช่น การให้ประชุมลับ หรือ การอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตัดตอนไม่ให้ฝ่านค้านอภิปรายได้ เป็นต้น

 

ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุถึงแง่มุมนี้ "หากรัฐบาลตีรวนโดยไม่มีเหตุผลการวอล์คเอ้าท์จากห้องประชุม ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่พรรคฝ่ายค้านวางไว้ แต่จะเป็นแนวทางสุดท้าย  เพราะฝ่ายค้านต้องการชี้แจงหาทางออกของปัญหานี้  ไม่ใช่จ้องทำลาย หากรัฐบาลชี้แจงได้ก็จะเป็นผลดีกับรัฐบาลเองเพราะประชาชนจับตาดู"

"รูปแบบการอภิปรายก็จะปรับตามความเหมาะสมโดยเฉพาะปมถวายสัตย์ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ที่ชี้แจงเท่านั้น" สุทิน ระบุ

 

ถึงที่สุดแล้วพรรคฝ่ายค้านกำชับให้ส.ส.ทุกพรรคเข้ามาประชุมกันให้ครบเพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาฯได้เร็วเพื่อให้มีเวลาการอภิปรายมากขึ้น