การเมือง

เปิดใจแนวคิด "รสนา โตสิตระกูล" ลุยสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

12 กันยายน 2019 เวลา 21:03 น.
เปิดอ่าน 65

สนามเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ลุกเป็นไฟ เมื่อ"รสนา"ผู้เคยคว้าคะแนนถล่มทลายในการเลือกตั้งสว. กทม. เริ่มขยับตัวลงชิงชัย

เป็นอีกหนึ่งชื่อที่อยู่ในกระแสล่าสุดสำหรับ "รสนา โตสิตระกูล" อดีต ส.ว. ซึ่งสร้างสถิติได้รับคะแนนสูงสุดของกทม. 743,397 คะแนน  ต่อการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

 

ถึงแม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองใหญ่เริ่มขยับสรรหาตัวแทนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.กันแล้ว ทำให้สนามเลือกตั้งเมืองหลวง จะเริ่มกลับมาดุเดือดอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วันนี้ "เนชั่นสุดสัปดาห์" มีโอกาสพูดคุยกับ "รสนา" ถึงกระแสข่าวเตรียมตัวลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

 

เริ่มต้น "รสนา" ตอบคำถามถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นนั้นยอมรับว่ากำลังคิดอยู่ เพราะมีหลายคนสนับสนุน ส่วนการตัดสินใจอย่างไร จะประเมินจากประชาชนจากการไปพบปะกับกลุ่มต่างๆ หากตัดสินใจลงสมัครจะลงในนามอิสระ ไม่ใช่จากตัวแทนพรรคการเมือง

 

ขณะที่การตัดสินใจครั้งนี้จะเกี่ยวกับเสียงคนกรุงเทพฯ 743,397 คะแนน ที่เคยเลือกในครั้งสมัคร ส.ว.ปี 2551 ให้หรือไม่นั้น "รสนา" บอกว่า คนที่เคยเลือกไม่ได้มาจากฐานเสียงของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว.กับผู้ว่าฯกทม.มีความแตกต่างกันสมควร เป็นอีกเรื่องหนึ่งต้องนำมาประเมิน แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จะเกิดขึ้นเมื่อใดยังไม่มีความชัดเจน ทำให้มีเวลาในการตัดสินใจจากปัจจัยต่างๆ ถ้าชัดเจนเมื่อใดจะเปิดแถลงประกาศให้ทราบ

 

สำหรับมุมมองการแก้ปัญหาให้กรุงเทพฯ "รสนา" บอกว่า มองเรื่องการแก้ปัญหาทำมาหากินของคนในเมืองจะทำอย่างไรให้คนมีโอกาสและมีพื้นที่ทำมาหากิน

 

ขณะนี้การทำมาหากินของคนระดับประชาชนทั่วไปถือว่าฝืดเคือง ปัญหาเรื่องขยะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องการบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส จากงบประมาณ 8 หมื่นล้านของหน่วยงานกทม.แต่ละปี ถ้ารั่วไหล 10 % ก็คิดเป็น 8 พันล้านบาท ถ้า 20 % คิดเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท หรือถ้ารั่วไหลเกิน 30 % ก็เกิน 2 หมื่นล้านบาท

 

สิ่งเหล่านี้ถ้าตัดสินใจจะลงสมัครเลือกตั้ง อยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะเสนอการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ในเรื่องคุณภาพชีวิต เป็นสิ่งที่อยากฟังจากเสียงชาวกรุงเทพฯ ก่อนการตัดสินใจเช่นกัน

 

"กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงกันทางการเมือง แต่เป็นเรื่องที่จะทำอย่างไรให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเมืองมีคุณภาพที่ดีขึ้น แต่ในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนและไม่ง่าย ไม่เหมือน .เพราะไม่มีเรื่องงบประมาณเข้ามาแย่งชิงกัน เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ความพร้อมของตัวเอง ถ้าอยากจะทำต้องฟังเสียงสนับสนุนของประชาชนก่อน"

 

"รสนา" อธิบายถึงการฟังเสียงประชาชน จะมาจากการลงพื้นที่และอาจจะทำข้อมูลให้ประชาชนแสดงความเห็นว่าอยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร ส่วนตัวสนใจรายละเอียดลงไปในระดับพื้นที่ ถ้าจะทำนโยบายต้องเริ่มต้นพัฒนามาจากระดับล่าง จากปัญหาของประชาชนจริงๆ ด้วยการลงไปฟังประชาชน ซึ่งขณะนี้มีผู้มาชักชวนไปพบประชาชนในแต่ละพื้นที่เพื่อฟังปัญหา และความคิดที่อยากเห็นผู้ว่าฯกทม.เป็นแบบไหน อยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงอะไร จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลมาประเมินประกอบการตัดสินใจ

 

ถามไปถึงการตัดสินใจครั้งนี้ จะพิจารณาจากปัจจัยผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นด้วยหรือไม่ "รสนา" บอกว่าอยากฟังจากประชาชนมากกว่า ไม่ได้นึกถึงประเด็นว่าใครจะมาแล้วเป็นอย่างไร โดยเฉพาะต้องพิจารณาจะทีมงานที่สนับสนุนว่าตัวเรามีศักยภาพพอหรือไม่ หลายคนมองว่าเราเป็นนักตรวจสอบไม่ใช่ภาพนักบริหาร ซึ่งจุดนี้ทำให้ต้องมีทีมงานและผู้ที่มีความสามารถหลากหลายเข้ามาช่วย ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญจะพิจารณา

 

แต่สิ่งที่ต้องการเห็นในเรื่องจากการตรวจสอบหากเป็นการบริหาร จะเป็นงานบริหารที่ต้องมี "ธรรมาภิบาล" จะเป็นไปได้หรือไม่จะทำให้เงินใต้โต๊ะไม่มี งบประมาณไม่รั่วไหลจะทำให้ได้จริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องประเมินตรงนี้ เพราะถ้าลงไปสมัครผู้ว่าฯ กทม.จริง อยากเห็นโอกาสที่ทำได้ ไม่ใช่ลงไปแล้วพูดขายฝันเฉยๆ แต่เข้าไปแล้วทำอะไรไม่ได้

 

"การตรวจสอบจะปรับมาเป็นการบริหารที่โปร่งใส โดยทีมงานที่เป็นดรีมทีมที่จะมาช่วยให้งานบริหารให้โปร่งใส เพราะกรุงเทพฯ เป็นงานใหญ่ มีปัญหาสะสมค่อนข้างมาก นอกจากดรีมทีมที่เป็นทีมงานต้องมี คิดว่าประชาชนต้องมีส่วนเข้ามาช่วยกัน เหมือนคุณพร้อมเข้ามากวาดบ้านทำความสะอาดด้วยกัน ที่เราบอกว่าสังคมดีไม่มีขายและไม่มีใครบันดาลให้ด้วยนะ สังคมดีเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน เป็นเรื่องที่ตัวเองต้องประเมินความรู้สึกของคนกรุงเทพฯในจุดนี้ด้วย"

 

"รสนา" ยอมรับว่าขณะนี้มีทีมงานอยู่บ้าง แต่ต้องมีเพิ่มเติม ส่วนในแง่ที่ไม่มีฐานการเมืองแบบพรรคการเมืองที่มีเงินนั้น ส่วนตัวไม่มีความคิดอยากจะใช้เงินเข้าสู่อำนาจ เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นการลงทุนเข้าสู่การเมืองจะใช้ทุนที่สุดก็เข้าไปถอนทุน ตรงนี้เป็นโจทย์ว่าถ้าจะเข้าไปสู่ในจุดนี้ โดยไม่ใช่เงินมากมายจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะตัวเองไม่ใช้เงินมหาศาล ลองคิดว่าถ้าทำงานตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 4 ปีมีเงินเดือนรวมกันประมาณ 4-5 ล้านบาท ถ้าต้องใช้เงิน 30 ล้าน 100 ล้านเพื่อเข้ามาก็ไม่มีเหตุผล เมื่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นหากตัวเองลงสมัครในนามอิสระโดยไม่ได้มีฐานเสียง ไม่มีเงินทองมากมาย ก็ตั้งใจอยากให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลง

 

ส่วนแนวคิดเรื่องการทำมาหากิน ขณะที่ กทม.ยังมีนโยบายจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย "รสนา" บอกว่าเรื่องนี้ต้องหาจุดร่วมกัน คนชั้นกลางไม่อยากให้มีหาบเร่แผงลอย แต่กลุ่มหาบเร่แผงลอยอาจต้องอาศัยพื้นที่สาธารณะเพื่อทำมาหากิน ต้องดูความเหมาะสมจะแบ่งปันอย่างไร ต้องมีการจัดระเบียบ เป็นประเด็นสำคัญต้องเข้าไปฟังเพื่อทำเป็นนโยบาย ให้หาบเร่แผงลอยมีพื้นที่ประกอบอาชีพ แต่การประกอบอาชีพต้องถูกจัดระเบียบไม่ใช่เลยเถิดจนคนอื่นเดือดร้อน

 

ขณะที่แนวคิดการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องต้องช่วยกันหลายส่วน เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ขณะนั้นยังเป็น ส.ว. สมัยนั้นรัฐบาลทิ้งฝั่งธนบุรี เพื่อไปแก้ปัญหาฝั่งพระนคร ซึ่งตัวเองเป็นคนฝั่งธนบุรี แต่ชวนชาวบ้านริมคลองมานั่งคุยกัน ก็รู้มาว่าในกรุงเทพฯ มีคลองแนวดิ่งเยอะมาก แต่กทม.ไม่ใช่ มีน้ำท่วมบนถนนแต่น้ำในคลองกลับแห้ง จึงไปดูคลองก็เห็นมีขยะ คลองตื้นเขิน ตอนนั้นชาวบ้านแนะนำให้ทำการผลักดันน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อฟังชาวบ้านแล้วจึงระดมสรรพกำลังเข้ามาทั้งทหาร จากที่มีส.ว.เป็นทหารหลายคนสามารถประสานนำทหารไปช่วยลอกคลอง มีชาวบ้านมาช่วยกันเก็บขยะ วัชพืชต่างๆ

 

"จากที่รัฐบาลบอกว่าจะทิ้งพระราม 2 เพราะท่วมแน่นอนหากมีมวลน้ำไหลข้ามทางรถไฟสายใต้ใหม่ แต่จากกสรทำลองทำเราทำให้น้ำไม่ท่วมพระราม 2 โดยขณะนั้นกรมชลประทานบอกว่าจากน้ำที่ไหลลงทะเลผ่านคลองอยู่ที่ 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่สามารถเพิ่มเป็น 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้น้ำไม่ท่วมพระราม 2"

 

จากเหตการณ์นี้ทำให้ "รสนา" ทำให้มั่นใจว่าการแก้ปัญหาหลายๆ ต้องดึงสรรพกำลังจากคนในพื้นที่มาร่วมกันปัญหาในกรุงเทพฯ เพราะคลังของคนในกรุงเทพฯ มีเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาส จึงต้องเข้าไปการแก้ปัญหาโดยอาศัยการสะท้อนของชาวบ้านในพื้นที่

 

"เราอยากจะดึงคนที่มีความสามารถ คนคุ้นเคยกับพื้นที่มาเสนอความเห็นเพื่อทำ การแก้ปัญหากรุงเทพฯ ต้องมาจากความร่วมมือกัน แต่ต้องผ่านด่านแข่งขันกว่าจะเข้าไปพื้นที่นั้นได้ ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่ประเมินอยู่ว่าตัวเองมีพละกำลังพอหรือไม่ที่จะเข้าไปต่อสู้ได้"