Columnist

มองย้อนไปครั้งที่เรายังเป็น “คนรุ่นใหม่” (๔)

2 เมษายน 2020 เวลา 7:00
มองย้อนไปครั้งที่เรายังเป็น “คนรุ่นใหม่” (๔)
เปิดอ่าน 418

ปัญหาการเมืองไทยอย่างหนึ่งคือ “ความไม่เข้าใจระหว่างกัน” ส่วนใหญ่ระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกัน

ประการสุดท้าย ผู้มีอำนาจมองว่าพลังคนรุ่นใหม่ “ขวางโลก

ปัญหาการเมืองไทยอย่างหนึ่งก็คือ “ความไม่เข้าใจระหว่างกัน” ส่วนใหญ่ก็คือความไม่เข้าใจกันระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกันนั่นเอง ซึ่งยังเป็นสาเหตุหลักของความวุ่นวายและวิกฤติทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย แต่เราก็ไม่อาจจะละเลยความไม่เข้าใจกันอีกส่วนหนึ่งที่กำลังจะเป็นวิกฤติรุนแรงแก่การเมืองไทยในอนาคต นั่นก็คือ “ความไม่เข้ากันระหว่างวัย” ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ดังที่ได้อธิบายมาโดยลำดับนั้น

คนรุ่นเก่ามักจะมองว่าคนรุ่นใหม่ชอบต่อต้านสังคม อย่างที่เรียกว่า “พวกขวางโลก” บังเอิญในประเทศไทยคนรุ่นเก่าคือพวกที่ครองโลกหรือครองอำนาจทางการเมืองการปกครองมาโดยตลอด ดังนั้นพอคนรุ่นใหม่คิดที่จะทำอะไรๆ ที่พวกเขาคิดว่า “น่าจะเป็นสิ่งที่ดีๆ” ก็จะถูกผู้ปกครองตำหนิติเตียน หาว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ทำได้ยาก จนถึงเป็นไปไม่ได้ ถึงขั้นที่ปิดกั้นไม่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง นำมาสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง ดังที่ได้กล่าวถึงความขัดแย้งครั้งต่างๆ ตั้งแต่ เหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มาจนถึงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่มีทีท่าว่าความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่นี้ น่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาการเมืองไทยในยุคต่อไป




ข้อกล่าวหายอดนิยมที่ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนรุ่นเก่า “โยนใส่” คนรุ่นใหม่ ก็คือ “ล้มล้างระบอบการปกครอง” ตั้งแต่กล่าวหาว่านักศึกษาและปัญญาชนในยุคหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับที่กล่าวหากลุ่มพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ว่าเป็นพวก “สาธารณรัฐนิยม” อันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์ที่จะไม่ให้คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ “ได้ผุดได้เกิด” เพราะเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง ถึงขั้นล้มล้างระบอบการปกครองอันมีโทษถึงประหารชีวิต

ในการศึกษาของนักรัฐศาสตร์ตั้งแต่หลังสงครามโกลครั้งที่ ๒ ในประเด็นของ “การลุกฮือของคนรุ่นใหม่” เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองเก่าไปสู่การสร้างระบอบการปกครองใหม่ พบว่าในประเทศที่เคยเป็นอดีตอาณานิคมของประเทศตะวันตก คนรุ่นใหม่ของประเทศเหล่านั้นจะมีแนวคิด “ชาตินิยม” โดยจะเป็นการเรียกร้องเอกราชและสร้างชาติใหม่ ส่วนประเทศที่ปกครองในระบอบจารีตประเพณีก็จะมีคนรุ่นใหม่ที่เป็นพวกหัวก้าวหน้า เป็นเสรีนิยมไปจนถึงสังคมนิยม ซึ่งก็มีเป้าหมายที่จะสร้างชาติขึ้นใหม่เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้ปลดแอกจากระบอบอาณานิคม แต่ต้องการปลดแอกจากระบอบเก่า ซึ่งคนรุ่นใหม่เชื่อว่าเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของชาติ

ตอนที่ผู้เขียนเรียนปริญญาโทที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๕ – ๒๕๒๗ ภายหลังจากที่รัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ได้ประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ทำให้มีปัญญาชนและนักการเมืองที่หลบหนีเข้าป่าไปเพราะถูกรัฐบาลในยุคก่อนนั้นไล่ล่า ได้พากันออกมาจากป่าเป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้ได้มาร่วมสัมมนาทางวิชาการในครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนได้เข้าไปร่วมฟังอยู่ด้วย วิทยากรที่เป็นอดีต “พวกในป่า” มี ๔ ท่าน ซึ่งได้กล่าวถึงสาเหตุของการต่อสู้กับอำนาจรัฐในครั้งนั้นว่ามีมูลเหตุคล้ายๆ กัน คือ ความเป็นเผด็จการของผู้ปกครอง ปิดกั้นเสรีภาพ และคุกคามทำลายผู้เห็นต่าง ทำให้พวกเขามองไปที่แนวคิดทางการเมืองการปกครองที่ให้เสรีภาพ และที่สำคัญกว่านั้นคือความเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์แม้ว่าจะมีเสรีภาพที่จำกัด แต่ก็เป็นระบอบที่มีความเสมอภาคเท่าเทียม ซึ่งต้องตรงกันกับ “ความฝัน-ความปรารถนา” ของคนรุ่นใหม่ พวกเขาจึงหันเข้าไปหาลัทธิดังกล่าวนั้น

ลองหันมามองคนยุคใหม่ในยุคนี้ โดยใช้ข้อมูลในอดีตอย่างที่ผู้เขียนได้ใช้ประสบการณ์ของผู้เขียนอธิบายมา ก็พอจะมองเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่นี้ “มีพลังที่รุนแรงมาก” อย่างแรกคือพลังร่างกายของคนที่อยู่ในวัยที่แข็งแรงสูงสุด อย่างต่อมาคือพลังทางสังคมที่พวกเขามีการเกาะกลุ่ม “ว่าอะไรว่าตามกัน” ที่ค่อนข้างแข็งแรง(จนถึงแข็งกร้าว) และอย่างสุดท้ายคือ “พลังความฝัน” คือมีความเชื่อความคิดหรือ “อุดมการณ์” ที่ค่อนข้างรุนแรง พอมีใครเติมเชื้อและมาอยู่รวมกันก็ยิ่งมีพลังมหาศาลอย่างที่ประเมินขนาดและทิศทางไม่ได้ ดังที่เราได้เห็นพลังเหล่านี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุคสมัยต่างๆ นั้นมาโดยตลอด ที่แม้ว่าในบางยุคจะแสดงออกมาไม่ได้หรือมีวิกฤติอื่นกดทับไว้ แต่พอมีโอกาสพวกเขาก็จะรดมกันออกมาแสดงพลังอย่างพรั่งพรู


ความจริงแล้ว สังคมไทยมีบทเรียนเกี่ยวกับพลังของคนรุ่นใหม่นี้มามากมาย เพียงแต่ว่าคนรุ่นเก่าที่เป็นชนชั้นปกครองประเมินพลังของคนรุ่นใหม่นี้ “ต่ำเกินไป” เป็นแค่ความคิดแบบ “แฟชั่น” ไม่ยั่งยืน ที่สุดก็คือ “ขวางโลก” เป็นไปไม่ได้เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ซึ่งก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาของการเมืองไทยที่ยังวนเวียนเป็น “วัฐจักร” หรือนำความขัดแย้งและความวุ่นวายมาสู่สังคมไทยอย่างไม่จบสิ้น

บทความชุดนี้ขอสรุปปิดด้วยคำแนะนำของคนที่เคยมีประสบการณ์ผ่านยุคสมัยต่างๆ มาพอสมควร ว่าเราไม่สามารถกีดกั้นคนรุ่นใหม่ออกไปจาก “วงอำนาจ” นั้นได้ แม้ว่าคนรุ่นใหม่อาจจะมีความคิดที่ “ล้ำยุค” มากไป กระนั้นทุกๆ คนก็ควรรับฟังความคิดของพวกเขา เพราะพวกเขายังจะต้องเติบโตไปในอนาคต และต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเขาเอง ในทำนองเดียวกันพวกเขาก็มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง(ในแนวทางที่พวกเขาเชื่อ) เช่นเดียวกันกับคนรุ่นเก่าที่เชื่อและทำตามความเชื่อนั้นมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้คนรุ่นใหม่ไว้เนื้อเชื่อใจและมีความมั่นใจ บางทีอาจจะต้องเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองมากขึ้น นั่นก็คือต้องไว้ใจและให้ความเชื่อถือในพวกเขามากขึ้น

แม้จะเป็นลูกเสือลูกจะเข้ ก็ควรเอามาดูแลกันใกล้ๆ ดีกว่าไล่เข้าป่าลงแม่น้ำแบบในอดีต



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน