Columnist

เจตนารมณ์ร่วมของวุฒิสภาชุดที่ 12

3 ตุลาคม 2019 เวลา 07:33 น.
เปิดอ่าน 44

มองผ่านเลนส์
พลเดช ปิ่นประทีป

 

วุฒิสภาไทยชุดนี้นับเป็นชุดที่ 12 (พ.ศ. 2562) เป็นสภาสูงของรัฐสภาไทย เป็นวุฒิสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  ภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร  

 

มีบันทึกไว้ว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 พลเอกธีรชัย นาควานิช เลขาธิการ คสช.ในขณะนั้น ได้ส่งหนังสือถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันบทบาทของ คสช.ไว้ว่า "ไม่มีอำนาจเลือกหรือกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แต่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" และ "อย่าได้หวาดระแวงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ คสช.ยินดีจะพ้นจากตำแหน่งและยุติอำนาจหน้าที่ทั้งปวงตามกำหนดเวลาในโรดแมปและในร่างรัฐธรรมนูญ และจะไม่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงการจัดการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่"

 

 

สมาชิกวุฒิสภา

 

สมาชิกวุฒิสภามีจำนวน 250 คน 

เป็นสมาชิกโดยตำแหน่ง 6 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

 

มีสมาชิกที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 194 คน และมาจากการสรรหาใน 10 กลุ่มอาชีพ จำนวน 50 คน

 

รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกภาพเริ่มนับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คือ 11 พฤษภาคม 2562

 

อำนาจหน้าที่

 

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องได้เสียงเห็นชอบเกิน 376 เสียงขึ้นไป 

 

นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภายังมีอำนาจพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน เช่น การเมือง การศึกษา กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ การถือครองที่ดิน และระบบหลักประกันสุขภาพ ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยที่คณะรัฐมนตรีต้องระบุว่ากฎหมายฉบับใดบ้างที่จะเข้าข่ายดังกล่าว 

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าสมาชิกวุฒิสภา 50 คนขึ้นไปเห็นว่ากฎหมายใดที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้ระบุว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ แต่ตนเห็นว่าเกี่ยวข้อง สามารถยื่นให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยได้ ซึ่งหากเกี่ยวข้องก็จะสามารถร่วมพิจารณากฎหมายดังกล่าวได้

 

ประธานวุฒิสภา

 

ภายหลังจากรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ได้มีการประชุมวุฒิสภาสมัยครั้งที่หนึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562  เพื่อเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาอีก 2 คน

 

ที่ประชุมมีมติเลือก ศาสตราจารย์ (พิเศษ) พรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานวุฒิสภา พลเอกสิงห์ศึก สิงห์ไพร ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และนาย ศุภชัย สมเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2

 

โดยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

 

กระบวนการสร้างเป้าหมายร่วมกัน

 

ในงานสัมมนาวิชาการครั้งแรกของวุฒิสภา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2562  กระบวนการได้ถูกออกแบบโดย ส.ว. พลเดช ปิ่นประทีป และส่วนการดำเนินการทำโดยทีมวิทยากรกระบวนการจากสถาบันพระปกเกล้า

 

กระบวนการได้แบ่งสมาชิกผู้เข้าร่วมออกเป็น 10 กลุ่ม ๆ ละ 25 คน

เริ่มต้นจากการครุ่นคิดถึงเป้าหมายและความตั้งใจส่วนตัวในการเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว. และเขียนคำสั้นๆลงในบัตรคำ

 

จากนั้น จับคู่ 2 คน คุยกับเพื่อนหน้าใหม่ โดยการแลกเปลี่ยนความหมายตามบัตรคำของตนโดยไม่มีการสรุป

ต่อด้วยการจับกลุ่ม 4 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความหมายความตั้งใจส่วนตัวกันต่อ ยังไม่มีการสรุป

 

ต่อมา รวมกลุ่ม 8 คน แลกเปลี่ยนเป้าหมายความตั้งใจกัน และสรุปเป็นบัตรคำชุดใหม่ เป็นสรุปเป้าหมายและความตั้งใจของกลุ่ม

 

จากนั้นนำเข้ามารายงานในกลุ่มใหญ่ 25 คน อภิปรายและประมวลผล วิทยากรกระบวนการทำหน้าที่สรุปและรวบรวมไปสังเคราะห์ร่วมกับกลุ่มอื่น ทั้ง 10 กลุ่ม เพื่อสังเคราะห์เป็นเป้าหมายการทำงานร่วมกัน

 

 

เจตนารมณ์ร่วม

 

ในกิจกรรมครั้งนี้ มี ส.ว. เข้าร่วมจำนวน 216 คน คิดเป็นร้อยละ 86  ผลสรุปจึงสามารถนับเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของวุฒิสภา ชุดที่ 12   ซึ่งมี 6 ประการ สามารถเรียงลำดับได้ ดังนี้

 

  1. มุ่งติดตามการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ (สมาชิก 95 คน คิดเป็นร้อยละ4 )
  2. แสดงบทบาทเป็น ส.ว.ที่น่าเชื่อถือ มุ่งมั่นรับผิดชอบต่อหน้าที่ (สมาชิก 38 คน คิดเป็นร้อยละ18 )
  3. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นปากเป็นเสียงที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน (สมาชิก 33 คน คิดเป็นร้อยละ 15 )
  4. สร้างความปรองดองสมานฉันท์ (สมาชิก 20 คน คิดเป็นร้อยละ 9 )
  5. กลั่นกรองและติดตามการบังคับใช้กฎหมาย (สมาชิก 19 คน คิดเป็นร้อยละ 9 )
  6. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน (สมาชิก 11 คน คิดเป็นร้อยละ 5 ).