Columnist

ความรักของแม่พลอยกับคุณเปรม (๕)

12 กันยายน 2019 เวลา 05:04 น.

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

อยู่ๆ แม่พลอยก็ต้องมาเป็น “โอชิน”

 

                   “สงครามชีวิตโอชิน” เป็นภาพยนตร์ชุดของญี่ปุ่นที่มาออกอากาศทางโทรทัศน์ในประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๒๘ เป็นเรื่องราวจากชีวิตจริงของหญิงแกร่งชาวญี่ปุ่นชื่อ ชิน ทาโนะคุระ ที่ต้องต่อสู่ดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก เป็นแม่ค้าขายปลา กระทั่งมีครอบครัวก็พอมีฐานะลืมตาอ้าปาก ก็ตั้งห้างสรรพสินค้า แต่ก็ยังต้องเลี้ยงดูลูก ต่อสู้ชีวิตจนถึงวัยชรา กระทั่งสามารถสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ลูกหลาน ถือกันว่าเป็นต้นแบบของคนสู้ชีวิต เป็นตัวอย่างของบุคคลที่น่าสรรเสริญ สถานีโทรทัศน์เอ็นเฮชเคที่เป็นทีวีสาธารณะของญี่ปุ่นจึงเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์ชุดเผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เป็น “แฟนคลับ” ติดตามรับชมภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องโอชินอยู่เป็นประจำ    

  

                   ภายหลังการขึ้นมามีอำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ สืบแทนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่ลาออกจากตำแหน่งกลางสภาในตอนต้นปี ๒๕๒๓ ดูเหมือนว่าพลเอกเปรมจะให้ความสำคัญกับพรรคกิจสังคมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ ระหว่างพลเอกเปรมกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ แต่พอร่วมรัฐบาลกันมาสักระยะหนึ่งก็ดูเหมือนจะเกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เอนเอียงไปทางพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนักการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนภาคใต้ ที่สื่อมวลชนยุคนั้นเรียกว่า “ลูกป๋า” สภาพในรัฐบาลจึง “ขัดแข้งขัดขา” กันอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งกับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งคือพรรคชาติไทย แต่ก็ยัง “รักษาทรง” ทำงานอยู่ร่วมรัฐบาลกันได้เรื่อยมา จนกระทั่งมาเกิดความขัดแย้งกันระหว่างพรรคกิจสังคมกับพรรคชาติไทยในกรณี “เทเล็กซ์อัปยศ”

 

สาเหตุของความขัดแย้งก็คือ นายวิศิษฐ์ ตันสัจจา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสังกัดพรรคกิจสังคมได้มีเทเล็กซ์(เพราะในขณะนั้นรัฐมนตรีท่านนี้อยู่ในระหว่างเดินทางไปราชการต่างประเทศ)ให้ระงับการซื้อขายน้ำมันจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่สังกัดพรรคชาติไทย คือพลเอกชาติชาย ชุณหวัน ได้ไปเจรจาซื้อขายไว้ก่อนหน้านั้น ด้วยเกรงว่าจะมีใครบางคนได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ที่เรียกว่า “ค่ารอแยลตี้” (หรือมีบางคนเรียกในภาษาไทยว่า “เงินสมนาคุณการซื้อขาย”) พรรคชาติไทยจึงโกรธพรรคกิจสังคมมาก ได้ขอให้พลเอกเปรมเป็นคนตัดสินใจลงโทษพรรคกิจสังคมในการกระทำที่ “ล้ำเส้น” ดังกล่าว ซึ่งพลเอกเปรมได้ให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเอาพรรคกิจสังคมออกไป

 

                   เมื่อพรรคกิจสังคมออกมาก็ไม่ได้ออกมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านหรือเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลแต่อย่างใด (เพราะเข้าใจว่ายังมี “สัญญาใจ” ระหว่างพลเอกเปรมกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ผูกพันกันไว้) จนกระทั่งอายุสภาสิ้นสุดและการเลือกตั้งใหม่ในปี ๒๕๒๖ ที่ปรากฏว่าเมื่อประกาศผลการเลือกตั้งออกมา พรรคกิจสังคมได้ ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง ชนะพรรชาติไทยที่มาเป็นอันดับสองประมาณ ๓ เสียง แต่พอวันเปิดสภาเพื่อเสนอผู้เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มี ส.ส.ของพรรคกิจสังคมจำนวนหนึ่งถูกซื้อตัวไปอยู่ที่พรรคชาติไทย (มีข่าวปรากฏเป็นเช็คธนาคารสั่งจ่ายอย่างชัดเจน แต่ในตอนนั้นกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้งยังไม่มีข้อกำหนดเอาโทษ เรื่องจึงเงียบไปเพราะไม่มีการฟ้องร้องกัน) ทำให้พรรคชาติไทยชิงเสนอชื่อพลเอกประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคกิจสังคมต้องหันมาผนึกกำลังกับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับไปดึงตัว ส.ส.กิจสังคมที่แปรพักตร์นั้นกลับคืน ร่วมกันเสนอชื่อพลเอกเปรม ที่สุดพลเอกเปรมก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ด้วยการเล่นเกมการเมืองอย่างเชือดเฉือนแทบจะหัวใจวายดังกล่าว

 

                   ในเย็นวันนั้นหลังจากประกาศผลผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคือได้แก่พลเอกเปรมนั้นแล้ว พลเอกเปรมได้เดินทางไปที่บ้านสวนพลูของท่าอาจารย์คึกฤทธิ์ในทันที เพื่อไปขอบคุณท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ทั้งในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมพรรคแกนนำในรัฐบาลชุดใหม่ และในฐานะส่วนตัวที่จะต้องอาศัยบารมีของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในการ “ค้ำจุน” รัฐบาลต่อไป ซึ่งทำให้สื่อมวลชน “เซอร์ไพร้ส์” เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพลเอกเปรมไม่เคยแสดงความนอบน้อมต่อนักการเมืองคนใดในลักษณะนี้มาก่อน และเหมือนจะทำให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ถูก “มนตร์สะกด” คือต้อง “อุ้มชู” รัฐบาลใหม่ไปอย่างเข้มแข็งอีกระยะหนึ่ง

 

พอดีที่ในช่วงรัฐบาลใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศก็ได้ประสบกับปัญหาต่างๆ รุมกระหน่ำ ทั้งปัญหาในสภาที่ต้องมีการสมานแผลกันพอควรในความขัดแย้งเดิมที่เคยมีมาระหว่างพรรคกิจสังคมกับพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงการเล่น “บทโหด” ของพรรคชาติไทยที่อกหักครั้งใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาล ที่กระหน่ำรัฐบาลอย่างไม่หยุดยั้ง ซ้ำร้ายในกองทัพที่เป็นฐานหลักที่สำคัญอีกฐานหนึ่งในการค้ำจุนรัฐบาล ก็เริ่มมี “พายุ” ก่อเค้าของความขัดแย้งเกิดขึ้นภายใน เช่น มีความพยายามลอบสังหารพลเอกเปรมหลายครั้ง จนกระทั่งเกิดกรณีผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก มีความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาลในกรณีการลดค่าเงินบาทในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๘ ที่เรียกว่า “วิกฤติคืนลอยกระทง” แต่ทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งก็ได้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เข้าช่วยแก้ไข จนเมื่อสื่อมวลชนมาถามท่านว่า ทำไมจึงทุ่มเทช่วยเหลือรัฐบาลมากจนถึงขาดนั้น พอดีเป็นช่วงที่ภาพยนตร์ชุดโอชินกำลังโด่งดัง เป็นที่นิยมไปทุกมุมเมือง ท่านก็ตอบว่าท่านเป็น “โอชิน”

 

                   บางคนที่มีอคติกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ตีความหมายว่า ท่านคือ “หญิงแก่” ที่ทำงานหนักคนหนึ่งตามเนื้อเรื่องในภาพยนตร์เท่านั้น แต่คนที่เข้าใจท่านดีจะทราบดีว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์หมายถึง “โชคชะตา” ที่ถูกกำหนดให้ต้องมีชีวิตที่ยากลำบาก เป็นสิ่งที่ “ฟ้ากำหนด” และ “ฟ้า” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับพลเอกเปรมก็เป็น “ฟ้าเดียวกัน” ท่านจึงต้องทุ่มเท “อุ้มชู” พลเอกเปรม เหมือนโอชินที่แบกอุ้มลูกหลานและครอบครัว

 

                   แต่แล้ววันหนึ่งความรักของแม่พลอยกับคุณเปรมก็จืดจาง “เป็นเพราะอะไร?” ติดตามได้ในสัปดาห์หน้าที่จะเป็นตอนจบนะครับ