Columnist

ความรักของแม่พลอยกับคุณเปรม (๔)

5 กันยายน 2019 เวลา 05:40 น.

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯของพลเอกเปรมไม่ผิดจากที่หลายๆ คนคาดคิด

 

ในขณะที่ดวงชะตาของพลเอกเปรมกำลัง “พุ่งแรง” แต่ของนายทหารอีกคนหนึ่งดูเหมือนกำลัง “ริบหรี่” นั่นก็คือภายหลังจากการเลือกตั้งในวันที่ ๒๒ เมษายน๒๕๒๒ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ ที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ “กำกับ” ให้เขียนขึ้น ที่ได้เพิ่มอำนาจและบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา ที่ส่วนมากก็คือนายทหารและข้าราชการที่ทหารคุมได้ ให้มีอำนาจและบทบาทเช่นเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในกำมือและการควบคุมของกองทัพนั้นทั้งหมด โดยมีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่คณะนายทหารได้วางตัวไว้และฝึกงานเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่ก็ต้องมาเผชิญชะตากรรมที่น่าเศร้าใจ จากกลไกทางการเมืองที่กองทัพได้สร้างขึ้นมานั่นเอง

 

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของพลเอกเกรียงศักดิ์หลังการเลือกตั้ง ดูจะให้ความสำคัญกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งน้อยมาก โดยมีนักการเมืองจากกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพียง ๘ คน ซึ่งก็มีผู้วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านั้นแล้วว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ ก็ให้ความสำคัญกับนักการเมืองน้อยมากเช่นกัน เพราะไม่ได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง การเลือกตั้งในปี ๒๕๒๒ ก็แค่ให้มีการรวมกลุ่มกันมาเลือกตั้งในชื่อกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ แต่ไม่ได้เป็นในนามพรรคการเมือง แล้วเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลก็ให้มีการรวมกลุ่มกันมาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่วนมากที่สนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ก็เป็นกลุ่มการเมืองเล็กๆ โดยกลุ่มการเมืองใหญ่ๆ อย่างประชาธิปัตย์และกิจสังคมได้ออกมาเป็นฝ่ายค้าน

เค้าความวุ่นวายก่อตัวขึ้นเป็นระยะ ที่เป็นข่าวให้สาธารณะชนได้ทราบอย่างชัดเจนก็คือ ฝ่ายค้านได้มีการตั้งกระทู้และยื่นญัตติก่อกวนรัฐบาลอยู่เป็นระยะ จนถึงเดือนตุลาคมปี ๒๕๒๒ ก็ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี และอย่างที่ทราบกันแล้วก็คือในส่วนของทหารก็มีการขยับพลเอกเปรมจากรัฐมนตรีช่วยว่าการขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยหวังว่าจะดึงเสียงที่สนับสนุนพลเอกเปรมให้หันมาสนับสนุนรัฐบาลให้มั่นคงต่อไป พร้อมกับเพิ่มจำนวน ส.ส.ให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพิ่มขึ้น โดยหวังจะให้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่ค่อนข้างจะวุ่นวายนั้นเงียบสงบลงบ้าง

 

แต่ก็เหมือนรัฐบาลจะมีเวรกรรม เพราะในตอนปีใหม่ ๒๕๒๓ นั้นเอง ราคาน้ำมันก็มีราคาสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในประเทศไทยนั้นด้วย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือความขาดแคลน ถึงขั้นที่ต้องมีการจำกัดปริมาณและเวลาการซื้อขาย ฝ่ายค้านจึงยื่นเป็นญัตติให้มีการซักฟอกรัฐบาลในเดือนกุมภาพันธ์ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหวั่นเกรง เพราะคิดว่ากุมเสียงข้างมากไว้ได้ แต่พอเกิดกรณีมีกระแสข่าวเล่าลือว่า ทหารต้องการที่จะเปลี่ยนผู้นำ ซึ่งใช้คำเรียกในเวลานั้นว่า “ข้อมูลใหม่” ก็ทำให้เกิดความระส่ำระสายไปทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และทำให้พลเอกเกรียงศักดิ์ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยประกาศต่อหน้าที่ประชุมสมาชิกรัฐสภาและลาออกก่อนที่จะมีการอภิปรายในญัตติที่จะซักฟอกนั้น

 

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ดูเหมือนจะล่วงรู้ถึง “ข้อมูลใหม่” นี้มาก่อน โดยได้เขียนบทความในคอลัมน์ซอยสวนพลูที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ในทำนองชื่นชมพลเอกเปรม ผู้มีกระแสข่าวว่าจะขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลคนใหม่ รวมถึงที่มีการติดต่อกันระหว่าง “บ้านสวนพลู” กับ “บ้านสี่เสาเทเวศน์” เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนายทหารที่เป็นผู้สื่อสารระหว่างบุคคลทั้งสองนี้ และเหตุการณ์ก็เป็นไปที่หลายๆ คนคิดไว้ นั่นก็คือทันทีที่พลเอกเกรียงศักดิ์ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มีผู้เสนอให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ขึ้นดำรงตำแหน่งสืบแทน ด้วยการโหวตรับอย่างท่วมท้นในรัฐสภา โดยพรรคที่เคยคัดค้านพลเอกเกรียงศักดิ์ คือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคกิจสังคมนั้น ได้หันมาสนับสนุนพลเอกเปรมอีกด้วย

 

แน่นอนว่าทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกิจสังคมก็ได้เข้าร่วมรัฐบาลของพลเอกเปรม รวมทั้งพรรคชาติไทยนั้นด้วย ซึ่งก็เหมือนจะมี “กระบวนการ” ในการจัดตั้งให้เกิดรัฐบาลในรูปแบบนี้ เพราะโดยปกติทั้งสามพรรคนี้ก็ไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่ดูเหมือนจะถูก “ขอร้อง” ให้เข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะท่าทีของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ แม้ท่านจะสนับสนุนพลเอกเปรมอย่าง “สุดลิ่มทิ่มประตู” แต่ท่านก็ไม่ค่อยสบายใจที่จะต้องไปร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรการเมืองอีกสองพรรคนั้น

ผมคงไม่เล่าถึงความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลในยุคป๋าเปรม แต่ที่ผมต้องการจะนำเสนอก็ตามชื่อชุดของบทความนี้ที่ว่า “ความรักของแม่พลอยกับคุณเปรม” ที่หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับพลเอกเปรม ในการช่วยกับโอบอุ้มและประคับประคองบ้านเมือง โดยอยากจะให้ผู้คนในสมัยนี้ทราบว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยก่อนนั้น เขาช่วยเหลือกันและกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร

 

อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านมีความจงรักภักดีและเคารพเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวมากเพียงใด หลายครั้งท่านต้องถูกผู้คนโจมตีว่า ทำไมท่านจึงเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้างในการสนับสนุนนายทหารบางคนมาเป็นนายทหารอีกคน อย่างเช่น จากจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ในครั้งนี้แม้ว่าท่านจะไม่ได้สนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์มาตั้งแต่แรก แต่เมื่อท่านหันมาสนับสนุนเอกเปรมก็มีคนตั้งคำถามขึ้นมากมาย    

 

คำถามหนึ่งนั้นก็คือ “มีวิกฤติอะไรเกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราอีกแล้วหรือ”