Columnist

สงครามไก่กับงู

31 กรกฎาคม 2019

ทวี สุรฤทธิกุล
ทวี สุรฤทธิกุล, ๑ สิงหาคม ๒๕๖๒

ทวี สุรฤทธิกุล, ๑ สิงหาคม ๒๕๖๒

คำโบราณว่า “ไก่ก็เห็นตีนงู งูก็เห็นนมไก่” มีความหมายว่า ต่างฝ่ายต่างก็ “รู้อะไรลึกๆ” อย่างเท่าเทียมกัน เฉกเช่นนักการเมืองไทยที่กำลัง “พันตู” กันอยู่ในเวทีทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้

                   ความจริงแล้วไม่เพียงแต่นักการเมืองเท่านั้นที่ “รู้อะไรลึกๆ อย่างเท่าเทียมกัน” แต่ในฝ่ายประชาชนก็มีข้อมูลที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับนักการเมืองทั้งหลายเหล่านั้นอยู่พอสมควรด้วย ยิ่งในโลกสมัยนี้ที่โซเชียลมีเดียได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ก็ยิ่งมีการนำข้อมูลต่างๆ ของนักการเมืองมา “ตีแผ่” ได้อย่างระทึกขวัญ

                   ในฐานะ “ศิษย์สวนพลู” ผมได้เฝ้าสังเกตถึงวิธีการที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นำมาใช้ในการ “ตีแผ่” หรือนำข้อมูลลึกๆ ของนักการเมืองทั้งหลายมาเปิดเผยแก่สาธารณะ ว่าแท้จริงแล้วไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเลย เพียงแต่ท่านมีข้อมูลมาก จากการที่มีคน “คาบข่าว” มาสู่ท่านอยู่ตลอดวัน เนื่องจากท่านมีคนรู้จักมาก รวมทั้งคนที่อยากให้ท่านรู้จัก คนเหล่านี้ก็จะเข้ามาให้ข้อมูลต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เท็จบ้างจริงบ้างก็ว่ากันไป แต่ที่เป็นความสามารถพิเศษของ “เจ้าสำนักสวนพลู” นั้นก็คือ ความสามารถในการกลั่นกรอง “เลือกข่าว” ที่จะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ออกไป

การกรองข่าวหรือเลือกข่าวของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร เพราะจากการที่มีคนให้ข่าวมากๆ ข่าวส่วนหนึ่งก็จะมีความเหมือนกัน นี่ก็พอจะอนุมานได้ว่า “น่าจะเป็นข่าวจริง” แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็มีวิธีการตรวจสอบให้แน่ชัดอีกต่อไป ด้วยการถาม “ท่านผู้รู้” คือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือรู้เรื่องในเรื่องนั้นโดยตรง แต่ที่น่าจะเป็น “พรสวรรค์” เฉพาะตัวของท่านก็คือ ท่านสามารถแยกแยะได้ว่า “ผู้รู้” คนนั้นพูดจริงหรือพูดเท็จ

                   สิ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นำมาแยกแยะความจริงความเท็จนี้ก็คือ “กำพืด” หรือ “สันดาน” ของคนๆ นั้น

                   ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่า การที่จะรู้จักกำพืดหรือสันดานของคนๆ หนึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างน้อยก็ต้องได้ “กินข้าวกินเหล้า” คือได้นั่งพูดคุยอย่างใกล้ชิดด้วยกันมาสักระยะ

                   ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีวิธีการในการพูดคุยซักถามที่ทำให้คนไม่รู้สึกตัวว่ากำลังถูก “ล้วงความลับ” (พูดด้วยความเป็นธรรม บางทีท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็อาจจะไม่อยากรู้ความลับอะไรของใครมากนัก แต่การพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดและด้วยคำถามที่ไม่อึดอัด ก็อาจจะทำให้คนเราระบายออกมาได้ง่ายๆ) เช่น ถามเรื่องสารทุกข์สุขดิบทั่วๆ เรื่องการงานอาชีพ เรื่องญาติพี่น้อง และอาหารการกินต่างๆ เป็นต้น ซึ่งทำให้คนที่คุยด้วยรู้สึกสบายใจ ที่สุดก็จะกล้าพูดสิ่งที่เขาอยากจะให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์รู้ออกมา และจากการที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เฝ้าดูอากัปกริยาอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ก็คงจะทำให้ท่าน “ล่วงรู้” ได้ว่าคนๆ นี้พูดจริงหรือเท็จ

                   “กำพืด” ในความหมายที่เราคุ้นเคยก็คือ “ความเป็นเชื้อสายเครือญาติ” ด้วยการเชื่อมโยงว่าคนๆ นั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ทำมาหากินอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ใช้หลักการง่ายๆ เหล่านี้ในการเชื่อมโยง “ความน่าเชื่อถือของคน” เข้ากับ “ความน่าเชื่อถือของข้อมูล”

ตัวอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังก็คือ ครั้งที่เกิดกบฏเมษาฮาวาย เมื่อวันที่ ๑ – ๔ เมษายน ๒๔๒๔ ที่นำโดยพลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา ในเวลาสัก ๖ โมงเช้าวันที่ ๑ นั้น ผมซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการของท่านเจ้าสำนักสวนพลูและมีที่พักอยู่ใกล้ๆ กับห้องนอนของท่าน ได้ยินเสียง “น้าหละ” นายสละ ผดุงวรรณ ที่เป็น “ต้นห้อง” กระหืดกระหอบขึ้นมาปลุกผมว่ามีโทรศัพท์จากนายทหารระดับแม่ทัพภาค แจ้งว่าได้มีการปฏิวัติเกิดขึ้นแล้ว ผมก็เข้าไปแจ้งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ห้องนอน ซึ่งตอนนั้นท่านก็ตื่นขึ้นมาแล้ว กำลังดูข่าวรับอรุณอยู่ตามปกติ พอท่านทราบว่าคนที่โทรมาคือใคร ก็ดูเหมือนว่าท่นไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่ท่านได้ให้ผมโทรศัพท์ไปหาลูกศิษย์ ๒ คนที่รับราชการอยู่ในหน่วยงานด้านความมั่นคง ระหว่างนั่นท่านก็อาบน้ำแต่งตัวเหมือนเป็นปกติ ก่อนที่จะลงมารับประทานอาหารเช้าตอน ๗ โมง แล้วถามรายละเอียดที่ท่านให้ผมโทรศัพท์ไป จากนั้นท่านก็ให้เรียกคนขับรถให้เตรียมรถ และบอกน้าหละกับเด็กในบ้านให้เตรียมของขึ้นรถ รวมทั้งสุนัขตัวโปรด ๒ ตัว คือ สามสี กับเสือใบ ให้ขึ้นรถไปด้วย สัก ๘ โมงเช้าทุกอย่างก็เรียบร้อย ออกเดินทางไปเชียงใหม่ ไปที่บ้านริมแม่น้ำปิงที่เพิ่งสร้างเสร็จ และมีกำหนดที่จะขึ้นบ้านใหม่ในตอนสงกรานต์ปีนั้นอยู่แล้ว

                   เมื่อขึ้นรถแล้ว ท่านก็ก้มลงลูบหัวสุนัขทั้งสองที่หมอบอยู่บนพื้น แล้วพูดว่า “สามสีเสือใบเอ๊ย เราทั้งสามเกิดมาก็อายุปูนนี้ ไม่คิดว่าจะมาเป็นลาวอพยพแบบวันนี้เลย”

                   มีข้อมูลถึงการเดินทางแบบ “ลาวอพยพ” ในครั้งนั้นอีกเรื่องหนึ่งว่า ฝ่ายความมั่นคงที่โทรศัพท์ติดต่อกับผมนั้นได้บอกให้เดินทางตามเส้นทางสายเอเซียขึ้นไปทางเหนือจะปลอดภัยที่สุด เพราะทางเส้นมิตรภาพที่ไปอีสานและเส้นเพชรเกษมที่ไปทางใต้นั้นถูกทหารฝ่ายกบฏสกัดเส้นทางไว้แล้ว นี่ก็เป็นเรื่องของ “ข้อมูลเชิงลึก” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ใช้ประโยชน์จากการที่มีคนรู้จักมากและ “ไว้ใจได้มาก” ดังกล่าว

                   ย้อนกลับไปที่ “สงครามไก่กับงู” ของคนในยุคปัจจุบัน เขาน่าจะมีข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งมากกว่าคนในสมัยก่อน เพราะมีแหล่งข้อมูลและเทคโนโลยีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็วและกว้างขวางกว่า เพียงแต่ว่าคนในสมัยนี้จำนวนมากอาจจะไม่ค่อยได้ “แยกแยะ” หรือกลั่นกรองข้อมูลเหล่านั้นเท่าใดนัก ที่สำคัญคือ “แหล่งข้อมูลที่ไว้ใจได้” ซึ่งต้องอาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมเท่านั้น

                   อ้อ ลืมบอกไปว่าใครเป็น “ไก่” หรือ “งู” ในสงครามการเมืองไทยในระยะนี้ เอาไว้ติดตามกันต่อไปนะครับ