Columnist

ความรักของแม่พลอยกับคุณเปรม (๓)

29 สิงหาคม 2019 เวลา 05:42 น.

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ใครหนอ “ตีตราจอง” เก้าอี้นายกฯให้พลเอกเปรม

 

ความเป็น “ดาวรุ่งพึ่งแรง” ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จากตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญาการทหารบกภายในระยะเวลาแค่ ๒ ปีเศษ และภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๒ ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่พอมีการปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนตุลาคมปีนั้น ก็ได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงเดียวกัน ย่อมแสดงถึง “บารมีบางอย่าง” ที่กำลังส่องสว่างอย่างน่าจับตา อันเป็นบารมีที่ไม่มีผู้ใดกล้าทัดทาน

                  

นักวิชาการบางท่านอธิบายการขึ้นสู่อำนาจอย่าง “พรวดพราด” ของพลเอกเปรมในครั้งนั้นว่า เป็นเพราะมีการ “เปลี่ยนขั้วอำนาจ”  แม้ว่าในทางการทหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จะมีฐานะเป็นรุ่นพี่ และในทางการเมืองก็เป็นนายกรัฐมนตรี แต่การเติบโตขึ้นมาของกลุ่มนายทหารที่เรียกกันว่า “ยังเติร์ก” คือนายทหารรระดับคุมกำลัง ภายใต้บรรยากาศที่ทหารได้มีการปรับตัวสู่ “ทหารประชาธิปไตย” ตั้งแต่หลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นต้นมา

 

ทำให้ “ทหารเก่า” บางกลุ่มรู้สึกกลัวว่ากำลังจะถูกท้าทายจากกลุ่มนายทหารยังเติร์กเหล่านี้ โดยกลุ่มทหารเก่ามีความเชื่อว่า ทหารยังคงต้องเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง และต้องกำจัดหรือปกป้องประเทศจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ ในขณะที่กลุ่มยังเติร์กที่หันไปสนใจศึกษาเรื่อง “ประชาธิปไตย” ได้มีแนวคิดที่อยากให้ทหารได้ร่วมมือกับนักการเมืองและประชาชน ในการปรับทัศนคติให้ทุกฝ่ายให้อยู่ร่วมกันให้ได้ ภายใต้แนวนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ซึ่งพลเอกเปรมก็มีแนวความคิดเห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มทหารยังเติร์กและกลุ่มทหารประชาธิปไตยเหล่านี้

                  

ในช่วงเวลาที่ทหารกำลังมีความขัดแย้งกันนั้น ได้มีคนพยายามถามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่าประเทศไทยจะเป็นอันตรายอะไรหรือไม่ คำตอบจากท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็คือ “ไม่” แต่ท่านก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม จนมีคนไปตีความว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เองน่าจะรู้ว่าทหารกำลังเปลี่ยนขั้วไปเพราะอะไร รวมถึงมีการเชื่อมโยงไปอีกว่ากลุ่มทหารเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยสนับสนุนนโยบายการปราบปรามคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ทหารตั้งขึ้นมาหลังการรัฐประหาร ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็จำต้องปรับตัวเหมือนกัน แต่กลุ่มทหารยังเติร์กปรับตัวได้เร็วกว่า และ “รุนแรงกว่า” คือถึงขั้นที่จะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี อันเป็นที่มาของความพยายามที่จะผลักดันพลเอกเปรมให้ขึ้นมาเป็นผู้นำในฝ่ายทหารประชาธิปไตยนี้

                  

ท่านทั้งหลายที่เกิดมายุคหลังๆ อาจจะไม่ได้สัมผัสรับรู้ว่า ประเทศไทยเรามีปัญหาเรื่อง “คนไทยฆ่าคนไทย” มานับสิบปี ภายใต้การแบ่งแยกคนไทยออกเป็น “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” กับ “คนไทยทั่วไป” โดยที่พรรคคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ประกาศต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จากนั้นสถานการณ์การก่อการร้ายก็ “ระอุ” ไปในภูมิภาคต่างๆ ของไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะในภาคอิสานและภาคใต้ แต่ก็เป็นลักษณะของการต่อสู้แบบกองโจร และการแทรกซึมทางอุดมการณ์

 

อย่างไรก็ตามภายหลังการขึ้นมามีอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองภายหลังการทำรัฐประหารในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ รัฐบาลกลับมีนโยบายที่จะจัดการกับผู้ที่มีแนวคิดไปในแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นั้นอย่างเด็ดขาดรุนแรง นำมาซึ่ง “การหนีเข้าป่า” ของนักศึกษา ปัญญาชน และนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ที่การเข้าป่าของคนเหล่านี้ได้สร้างภาวะ “อกสั่นขวัญแขวน” ให้แก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในหมู่นักการเมืองที่พยายามจะหาเสียงด้วยแนวนโยบายการลดอำนาจรัฐหรือสร้างความเสมอภาคเท่าเทียม ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมด

 

ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ก็มีกลุ่มทหารที่มีความห่วงใยบ้านเมือง ได้หันมาจับกลุ่มกันศึกษาแนวทางการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ แล้วเรียกกลุ่มตัวเองว่า “ทหารประชาธิปไตย” ที่มีสมาชิกส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มนายทหารยังเติร์ก ที่สุดก็มีการ “ตกผลึกความคิด” ในกลุ่มว่าจะต้องไม่ใช้มาตรการทางทหารหรือการปราบปรามที่รุนแรง แต่ต้องใช้ “การเมืองนำหารทหาร” คือการใช้นโยบายในทางการบริหารของรัฐบาลเพื่อลดความน่ากลัวให้สังคมไทยหมดความหวาดระแวงกัน (ต่อมาเมื่อพลเอกเปรมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นายทหารกลุ่มนี้ก็ได้นำแนวคิดมาทำให้เป็นนโยบายจนกระทั่งออกมาเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ หรือ “นโยบายการเมืองนำการทหาร” นั่นเอง)

                  

 

อย่างที่ผมได้บอกมาแล้วว่า ในช่วงเวลานั้นผมได้มาทำงานเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้านสวนพลูอย่างเต็มตัวแล้ว บางทีเมื่อมีแขกผู้ใหญ่มาหาที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้าน แล้วก็พูดเรื่องนโยบายการปราบปรามคอมมิวนิสต์ของรัฐบาล ผมก็ได้นั่งอยู่ในบริเวณใกล้ๆ ด้วย บางทีก็เคยได้ยินท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดกับแขกผู้ใหญ่เหล่านั้นว่า “เรื่องนี้ท่านรู้มานานแล้ว” คือ “ท่าน” ในที่นี้ก็คือ “พระเจ้าอยู่หัว” ที่ทรงรู้เรื่องที่ประชาชนคนไทยมีความเดือดร้อน อันเกิดจากการกล่าวหาแก่ฝ่ายที่หลงผิดไปเข้าด้วยกับพรรคคอมมิวนิสต์ว่าเป็น “คนชั่ว – คนเลว” ไม่ใช่คนไทย ส่วนคำว่า “รู้มานานแล้ว” ก็คือพระองค์ท่านทรงต้องทราบปัญหานี้เป็นอย่างดีมาตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ เพราะพระองค์ท่านได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ โดยที่พระองค์นั้นไม่เคยได้รับภัยอันตรายจากคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด อย่างที่เคยมีพระราชดำรัสว่า “คนไทยไม่มีอันตรายใดต่อพระองค์” รวมถึงที่ก็ต้องทรงทราบว่า “คนไทยไม่ได้เป็นคนที่เป็นภัยต่อคนไทยด้วยกัน”

                  

ผมเองไม่บังอาจที่จะกล่าวว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายในการปราบปรามคอมมิวนิสต์นี้ “อยู่ใต้พระเนตรพระกรรณ” มาโดยตลอด แต่จากการที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์หันมาสนับสนุนทหารที่ใกล้ชิดและจงรักภักดีอย่างพลเอกเปรม ก็พอจะบอกได้ว่าทั้งสองท่านนี้ “มีความคิดเห็นเหมือนกัน”

                  

รวมถึงมีความจงรักภักดียิ่งด้วยเช่นเดียวกัน