Columnist

ความรักของแม่พลอยกับคุณเปรม (๒)

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:00 น.

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับพลเอกเปรมมี “พระเจ้า” องค์เดียวกัน

                   

“พระเจ้า” ของทั้งสองท่านนี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

                  

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นผู้ที่เคารพรักและเทิดทูนพระมหากษัตริย์อย่างเข้มข้น อย่างที่นักวิชาการเรียกว่า “กษัตริย์นิยม” เช่นเดียวกันกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ที่สนองงานแทบเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ที่มาที่ไปของ “ความรักพระเจ้าอยู่หัว” ของคนทั้งสองมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน

                  

บรรพบุรุษและครอบครัวของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สืบสายมาจากราชสกุล อย่างที่เราเรียกกันว่า “เชื้อพระวงศ์” ด้วยการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ก็ถือเป็น “พันธุกรรม” ที่เชื้อพระวงศ์ทุกลำดับชั้น จะต้องจงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย์เหนืออื่นใด แต่สำหรับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านถูกหล่อหลอมมาภายใต้บรรยากาศของ “ข้ารองพระบาท” มาอย่างแนบแน่น โดยที่ราชสกุล “ปราโมช” มีกำเนิดมาตั้งแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ในฐานะพระราชโอรสของรัชกาลที่ ๒ โดยที่ท่านพ่อของท่าน(พระองค์เจ้าคำรบ)ได้รับราชการมาแต่รัชกาลที่ ๕ ส่วนทางท่านแม่ของท่านนั้นเป็นชาววังในตระกูล “บุนนาค” ที่เป็นพระสหายและขุนนางใหญ่ของพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ มาตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งกรุงรัตนโกสินทร์

                  

ด้วยเหตุที่ท่านแม่ของท่านเป็นชาววัง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงได้ “เข้านอกออกใน” อยู่ในพระบรมมหาราชวังและพระตำหนักต่างๆ เหมือนเป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง (เพียงแต่ไม่ได้ขึ้นบนบ้านเพราะเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัว ได้แต่วิ่งเล่นอยู่ในสวนและที่ใต้ถุน) ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าว่ามีบ่อยครั้งที่ได้ไปพระราชวังพญาไทกับท่านแม่ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดเด็กๆ มาก จึงโปรดให้เด็กๆ ซึ่งก็คือลูกของเจ้านายและขุนนางต่างๆ มาวิ่งเล่นในบริเวณพระตำหนัก วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จลงมาโดยที่เด็กๆ ไม่ทันจะรู้ตัว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตอนนั้นอายุราว ๗ – ๘ ขวบ ที่กำลังวิ่งไล่กันกับเด็กคนอื่นๆ ก็วิ่งไปใกล้พระองค์ท่านจนเกือบจะชน รัชกาลที่ ๖ ก็มีพระสุรเสียงเอ็ดเอาว่า “นี่ถ้าฉันล้มต้องโทษเจ็ดชั่วโคตรเลยนะ” แล้วตรัสต่อด้วยพระเมตตาว่า “เจ้านี่ลูกใคร” ครั้นพอทราบว่าเป็นลูกพระองค์เจ้าคำรบก็ทรงพระสรวล แล้วพระราชทานธารพระกร(ไม้เท้า)ให้เด็กชายคึกฤทธิ์ถือไป ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าด้วยความปลาบปลื้มว่า “รู้สึกว่าหัวใจพองคับอก” ที่ได้อัญเชิญธารพระกรนำเสด็จ ที่เด็กคนอื่นได้เห็นก็พากันอิจฉาโดยถ้วนหน้า

                  

ขอกลับเข้าเรื่องที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้มารู้จักใกล้ชิดกับพลเอกเปรม เข้าใจว่าคงจะมีมาตั้งแต่ครั้งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. ๒๕๑๘ เพราะท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้พูดให้ผมฟังว่า เวลาที่ท่านไปตรวจงานหรือเดินทางไปที่ภาคอิสานก็จะได้พบกับ “นายพลรูปหล่อคอเอียง” ท่านนี้อยู่เป็นประจำ เพราะพลเอกเปรม(ตอนนั้นคงจะมียศเป็นพลโทในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๒ ที่ดูแลภาคอิสานทั้งหมด)ต้องมารายงานตัวและต้อนรับนายกรัฐมนตรีทุกครั้ง ซึ่งท่านทราบจากคนอื่นๆ ที่รู้จักกับพลเอกเปรมว่า พลเอกเปรมนี้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย และเป็นนายทหารที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีมาก

                  

ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่พลเอกเปรมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้มาเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อย่างเต็มตัว ภายหลังจากที่ผมได้จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีก่อนหน้านั้นแล้ว ผมจึงได้เห็นเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในตอนนั้นอย่างใกล้ชิดพอสมควร โดยเหตุการณ์เริ่มต้นจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนก่อนคือพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กำลังมีปัญหาทั้งนอกและในรัฐสภา คือนอกรัฐสภาก็มีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันแพงและขาดแคลน ทำให้สินค้าแพงและประชาชนเดือดร้อนมาก ถึงขั้นมีการรวมกลุ่มของ ส.ส.ยื่นญัตติซักฟอกนายกรัฐมนตรี ในขณะที่รัฐบาลก็มีเสียงในสภาที่ง่อนแง่น แม้ว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาหนุนหลังอยู่ทั้งสภา แต่สมาชิกวุฒิสภาที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหารก็ไม่ได้เป็นฝักเป็นฝ่ายของพลเอกเกรียงศักดิ์ทั้งหมด ด้วยมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มยังเติร์กกับนายทหารรุ่นพี่ จึงทำให้เสียงแตก ในขณะที่กลุ่ม ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้เข้มแข็ง ส.ส.ที่เคยหนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ก็มีจำนวนไม่น้อยที่คิดอาใจออกห่าง และอาจจะโหวตล้มรัฐบาล จึงทำให้ฐานะรัฐบาลง่อนแง่นมาก

                  

ความจริงรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์มีปัญหาในรัฐสภามานานแล้ว ส่วนหนึ่งก็คือผลงานเก่าๆ ตั้งแต่ครั้งที่เป็นรัฐบาลเผด็จการ ที่ยังไม่สามารถสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติได้เท่าที่ควร (ฟังดูคล้ายๆ ผลงานในยุคทหารที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนี้) เพราะภัยคอมมิวนิสต์ยิ่งมีแต่บานปลาย ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงคือทหารก็ไม่ได้เป็นปึกแผ่น ยิ่งหลังเลือกตั้งทหารที่ยังมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่มาก ก็ได้ใช้ผลประโยชน์ดึงนักการเมืองกลุ่มต่างๆ เข้ามาหนุนรัฐบาล ทำให้ความขลังของความเป็นทหารลดลงไปมาก ทั้งยังทำให้เสียงในสภาก็มีความปริแตกมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในวุฒิสภาที่กลายเป็นแค่ “สภาตรายาง” คอยยกมือค้ำจุนอำนาจให้รัฐบาล โดยที่นายกรัฐมนตรีอาจจะมองข้ามความสำคัญของเหล่าขุนศึกเหล่านี้ไปสิ้น

                  

ที่ผมเล่ามาในเรื่องความขัดแย้งของทหารนี้ไม่ได้เป็นการ “พูดไปเอง” แต่มีหลักฐานจากข่าวสารในสื่อมวลชนต่างๆ ในยุคนั้นว่า “ทหารกำลังจะเปลี่ยนนาย” นั่นคือข่าวเรื่องการขึ้นมามีตำแหน่งต่างๆ ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (ตามประวัตินั้นในปี ๒๕๒๐ พลเอกเปรมจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๒ ได้ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมกับได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากนั้นในปีต่อมาได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี ๒๕๒๒ ก็ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) ซึ่งมี “สัญญาณ” บ่งบอกว่านายพลท่านนี้กำลังมีอนาคตที่ “พุ่งแรง”

                  

จะพุ่งไปทางไหน ก็เป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ