Columnist

ความรักของแม่พลอยกับคุณเปรม (๑)

14 สิงหาคม 2019 เวลา 21:38 น.

ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

แม่พลอยกับคุณเปรมรักกันแบบ “คลุมถุงชน”

 

ในนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ที่แต่งโดยท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีนางเอกชื่อ “แม่พลอย” และพระเอกชื่อ “คุณเปรม” โดยแม่พลอยเป็นสาวชาววัง ส่วนคุณเปรมนั้นเป็นลูกมหาเศรษฐี วันหนึ่งแม่พลอยออกมากับพวกสาวชาววังด้วยกันเพื่อซื้อของด้านนอกประตูพระบรมมหาราชวังแถวตลาดท่าเตียน คุณเปรมก็มากับเพื่อนเพื่อมา “ชม” สาวชาววัง (ประตูตรงนั้นมีชื่อว่า “ประตูดิน” เป็นทางออกมาข้างนอกของสาวชาววัง แล้วก็จะมีพวกชายหนุ่มมาเฝ้ามองสาวชาววังเหล่านั้นอยู่เป็นประจำ สำนวนที่ว่า “เจ้าชู้ประตูดิน” ก็มาจากกิจกรรมของชายหนุ่มดังกล่าวนี้)

 

                   คุณเปรมเกิด “ปิ๊ง” แม่พลอย ให้เพื่อนไปสืบถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เช่นเดียวกันกับที่มีคนมาบอกแม่พลอยว่าคุณเปรมมีเทือกเถาเหล่ากอมาจากไหน ทั้งคุณเปรมและแม่พลอยเล่น “จ๊ะเอ๋” แบบแค่แลตากันอยู่หลายครั้ง จนวันหนึ่งก็มีคนมาบอกแม่พลอยว่าคุณเปรมได้ให้ผู้ใหญ่ไปขอแม่พลอยกับเจ้าคุณพ่อของแม่พลอยแล้ว จากนั้นงานแต่งงานก็ถูกจัดขึ้นอย่างโอ่อ่า แม่พลอยต้องขอพระราชทานพระราชานุญาตออกมาอยู่นอกวัง ในคืนที่ส่งตัวนั้นทั้งคู่คงประหม่าและตื่นเต้นมาก โดยหลังจากพิธีส่งตัวเจ้าบาวเจ้าสาวขึ้นหอ ทั้งคู่ก็อยู่กันเพียงลำพัง ซึ่งคุณเปรมเป็นฝ่ายกระเถิบไปนั่งบนเตียงใกล้ๆ แม่พลอย แล้วพูดออกมาช้าๆ ว่า “แม่พลอยเคยขึ้นพระบาทหรือยัง”

 

คนในสมัยนี้อาจจะไม่รู้ว่า “พระบาท” หรือวัดพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีมีความสำคัญต่อคนไทยในสมัยก่อนอย่างไร รอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทนี้ถูกค้นพบในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา เนื่องด้วยมีพุทธลักษณะเป็นมงคลสมบูรณ์ตามตำรา จึงได้สร้างพระมณฑปขึ้นครอบไว้ แล้วสถาปนาเป็นพระอารามหลวงที่พระมหากษัตริย์ต้องเสด็จมาทรงสักการะเป็นประจำ โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้เสด็จไปทรงสักการะอยู่หลายครั้ง คนไทยทั่วไปจึงถือกันว่าวัดพระพุทธบาทนี้เป็นวัดสำคัญ และจะต้องมีสักครั้งในชีวิตที่คนไทยแต่ละคนจะต้องได้ไปสักการะรอบพระพุทธบาท ประหนึ่งว่าได้ตามเสด็จพระมหากษัตริย์ไปทำบุญอันเป็น “มหากุศล” นั้น

                   แต่ในกรณีของคุณเปรมในเรื่องสี่แผ่นดิน คงเป็นวิธีการในการ “แก้ประหม่า” ที่จะทำให้แม่พลอยหายตื่นเต้น ด้วยการนำเรื่องที่ “ใครๆ เขาก็คุยกัน” (แบบที่สมัยนี้เรียกว่า Talk of the Town เพราะใครๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ต้องคุยกันเรื่องการเสด็จไปวัดพระพุทธบาทของรัชกาลที่ ๕ ด้วยกันทั้งสิ้น) เพื่อทำให้เคยความคุ้นเคย อันจะได้ก้าวไปสู่ขั้นตอนของการสร้างความสนิทสนม ที่จะทำให้หนุ่มสาวทั้งสองนี้ได้ทำหน้าที่ตามเยี่ยงสามีและภรรยาทั้งหลายต่อไป

 

                   นวนิยายเรื่องสี่แผ่นดินนี้ ถ้าผู้อ่านอ่านด้วยวัยที่แตกต่างกันก็จะมี “ปฏิกริยา” หรือความรู้สึกต่อนวนิยายเรื่องนี้ที่แตกต่างกัน อย่างกรณีของผมได้อ่านตามญาติผู้ใหญ่ที่ค่อนข้างมีอายุท่านแนะนำ โดยท่านบอกว่าอ่านแล้วจะรักพระเจ้าอยู่หัวและซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อคนไทยนั้นเป็นอย่างมาก แต่พอผมได้อ่านด้วยวัยกำลังย่างยี่สิบ กลับเกิดความรู้สึกดื่มด่ำในความรักของแม่พลอยกับพี่เนื่อง(คนที่บอกรักพลอยเป็นคนแรก) ครั้นพี่เนื่องทำให้พลอยอกหักเพราะพี่เนื่องไปมีคนรักและอยู่กินด้วยกันในคราวที่พี่เนื่องไปรับราชการต่างจังหวัด ผมก็รู้สึกสงสารและเจ็บปวดไปด้วยกันกับแม่พลอยเป็นอย่างมาก จนถึงเมื่อแม่พลอยมาแต่งงานกับคุณเปรม แต่เป็นการแต่งงานแบบ “คลุมถุงชน” ผมก็เอาช่วยคอย “ลุ้น” แม่พลอยให้ครองรักกันกับคุณเปรมให้ยาวยืนต่อไป สำหรับเพื่อนของผมได้อ่านเรื่องนี้ตอนที่เขาแต่งงานและมีลูกเต้าแล้ว เขามาเล่าให้ผมฟังว่า เขารู้สึกถึงความรักของแม่พลอยที่มีต่อลูกทุกคนมาก และรู้สึกเหนื่อยแทนแม่พลอย เหมือนกับที่เขากับภรรยาต้องเลี้ยงดูลูกๆ กันจนเหน็ดเหนื่อย

 

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ฟังว่า ที่จริงนั้นแม่พลอยไม่ได้เป็น “นางเอกตามแบบอุดมคติ” ที่จะต้อง “สง่างาม แสนสวย ฉลาด และแสนดี” อะไรแต่อย่างใด แต่ท่านแต่งให้แม่พลอยเป็นเหมือน “แม่บ้านไทยๆ” คือรักลูก รักผัว และรักครอบครัวญาติพี่น้อง ที่สำคัญคือ “รักพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในช่วงที่กิจกรรมลูกเสือชาวบ้านกำลังเป็นที่นิยม โดยบอกว่าอย่างแม่พลอยถ้ามีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้(ช่วงที่ท่านให้สัมภาษณ์ราว พ.ศ. ๒๕๒๒)ก็คงเป็นเพียง “ลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่ง” เท่านั้น

 

                   ผมตั้งชื่อบทความนี้เพื่อระลึกถึงครั้งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่พลเอกเปรมกำลังเติบโตก้าวหน้าอยู่ในทางการทหารและทางการเมือง นั่นก็คือท่านเป็นนายทหาร “ดาวรุ่ง” ที่กำลังเติบโตขึ้นมาท้าทายอำนาจของผู้นำทหารคนก่อน แล้วในปีต่อมาก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบแทน โดยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่เคยได้ “ใกล้ชิดสนิทสนม” อะไรเป็นพิเศษกับพลเอกเปรมมาก่อน จึงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบ “คลุมถุงชน” นั่นเอง

 

                   เรื่อง “ความรัก” ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับพลเอกเปรม โดยเฉพาะในเรื่องที่ได้มาเกี่ยวข้องกันในทางการเมืองอยู่ประมาณเกือบสิบปีนั้นมีเรื่องที่ผมอยากจะเล่าอยู่มากพอควร จึงจะขอพื้นที่คอลัมนนี้อีกสัก ๒ – ๓ ตอน เพื่อเล่ารายละเอียดของเรื่องราวเหล่านั้นบางเรื่องที่ผมคิดว่า “น่าสนใจ”

 

                   น่าสนใจว่า “ผู้มากบารมี” ทั้งสองท่านนี้ร่วมมือกันในเรื่องใด เพื่ออะไร หรือเพื่อใคร?